<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Hi-Fier.com</title>
	<atom:link href="http://www.hi-fier.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.hi-fier.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Apr 2013 03:44:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.5.1</generator>
		<item>
		<title>ACROLINK 8N-A2080 III EVO</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/articles/acrolink-8n-a2080/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/articles/acrolink-8n-a2080/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 25 Apr 2013 03:43:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=1033</guid>
		<description><![CDATA[  ACROLINK ถือว่าเป็นสายนำสัญญาณในระดับไฮเอนด์น้องใหม่ล่าสุดในวงการเครื่องเสียงบ้านเราที่มาจากประเทศญี่ปุ่น สำหรับบริษัทผู้เป็นเจ้าของ ACROLINK ก็คือ ACRO JAPAN CORPORATION ที่เพิ่งจะเข้าสู่วงการเครื่องเสียงเมื่อเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะบอกว่า ACROLINK คือแบรนด์น้องใหม่แบบถอดด้ามก็คงจะไม่ผิดนัก แต่ถ้าเจาะลึกเข้าไปถึงที่มาที่ไปของ ACROLINK แล้วก็จะทราบว่าหาใช่แบรนด์น้องใหม่ในวงการอย่างที่เข้าใจไม่ แต่เป็นบริษัทที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานในวงการเครื่องเสียงเลยก็ว่าได้]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070936.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1037" alt="P1070936" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070936-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p style="text-align: center;">Test Report<br />
ACROLINK 8N-A2080 III EVO<br />
หัสคุณ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีได้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นต้องถือว่ามีพัฒนาการที่รวดเร็วมาก ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องธุรกิจรวมทั้งแผนการตลาดเข้ามามีส่วนเป็นตัวกำหนดทิศทางอยู่ไม่น้อยก็ตาม สำหรับในวงการเครื่องเสียงเองก็ได้รับอนิสงส์ดังกล่าวไปด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะไม่รวดเร็วในแบบก้าวกระโดด แต่ก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ</p>
<p>แต่กับสายนำสัญญาณ หรือสายลำโพงแล้ว ถึงแม้ในอดีตจะถือว่าเป็นหนึ่งในแอคเซสเซอรี่ก็ตาม แต่ในปัจจุบัน ต้องถือว่าไม่ใช่อุปกรณ์แอคเซสเซอรี่แต่ประการใด เพราะว่าแอคเซสเซอรี่ถือว่าเป็นอุปกรณ์เสริมที่คุณจะจัดหาเพื่อนำมาใช้ร่วมในชุดเครื่องเสียงชุดโปรดของคุณ จะเลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ สุดแท้แต่ความพอใจเป็นหลัก แต่สำหรับสายนำสัญญาณและสายลำโพงนั้นต้องถือว่าเป็นหนึ่งในชุดเครื่องเสียงที่มีความสำคัญไม่แพ้เครื่องเคราหลักๆ ในชุดเครื่องเสียงเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าขาดสายนำสัญญาณหรือสายลำโพงในซิสเต็มแล้วไซร้ ต่อให้ชุดเครื่องเสียงนั้นจะมีราคาแสนแพง หรือมีคุณภาพดีแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถจะทำงานได้ “ครบ” เต็มระบบจนส่งเสียงที่แสนไพเราะออกมาให้ได้ยิน หรือสัมผัสฟังกันเป็นแน่</p>
<p>ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า ทั้งสายนำสัญญาณ และสายลำโพงนั้นมีผลต่อคุณภาพเสียงที่ได้ยิน จึงมีการนำเสนอสายสัญญาณและสายลำโพงออกมากันอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วนอยู่ในขณะนี้ และที่สำคัญเทคโนโลยีก็ถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญในการพัฒนาสายคุณภาพสูงเพื่อแสดงออกถึง “ความแตกต่าง” ไปจากผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งทั้งหลาย เมื่อพูดถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีแล้วประเทศญี่ปุ่นก็นับเป็น “หนึ่ง” ในหัวหอกสำคัญ และเป็นผู้นำแห่งวงการในระดับโลก ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศทางตะวันตกแต่อย่างใด</p>
<p>ACROLINK ถือว่าเป็นสายนำสัญญาณในระดับไฮเอนด์น้องใหม่ล่าสุดในวงการเครื่องเสียงบ้านเราที่มาจากประเทศญี่ปุ่น สำหรับบริษัทผู้เป็นเจ้าของ ACROLINK ก็คือ ACRO JAPAN CORPORATION ที่เพิ่งจะเข้าสู่วงการเครื่องเสียงเมื่อเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะบอกว่า ACROLINK คือแบรนด์น้องใหม่แบบถอดด้ามก็คงจะไม่ผิดนัก แต่ถ้าเจาะลึกเข้าไปถึงที่มาที่ไปของ ACROLINK แล้วก็จะทราบว่าหาใช่แบรนด์น้องใหม่ในวงการอย่างที่เข้าใจไม่ แต่เป็นบริษัทที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานในวงการเครื่องเสียงเลยก็ว่าได้</p>
<p>ลองย้อนหลังกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปี ที่แล้วในขณะนั้น ทองแดงที่มีความบริสุทธิ์สูง (PURE COPPER) เริ่มจะเป็นที่กล่าวถึง ตอนนั้นทองแดงระดับ 4N-PURITY OFC (OXEGEN-FREE COPPER  ซึ่งทองแดงระดับ 4N จะเทียบเท่ากับทองแดงบริสุทธิ์ 99.99% PURITY) ก็ถือว่าเป็นทองแดงที่มีความบริสุทธิ์สูงมากแล้ว แต่ด้วยเทคโนโลยีในระดับชั้นแนวหน้าก็ได้มีการนำเสนอทองแดงบริสุทธิ์ระดับ 6N COPPER (99.9999% PURITY) เพื่อใช้ทำสายนำสัญญาณแบบ AUDIO CABLE  ซึ่งบริษัทที่ได้ริเริ่มและนำเสนอออกสู่ตลาดเป็นเจ้าแรกเลยก็คือ NIPPON MINING CO., LTD. ในช่วงปีค.ศ.1985 ต่อมาก็สามารถผลักดันจนเป็นผลสำเร็จในตลาดระดับใหญ่ (MASS MARKET) ได้ใน ค.ศ. 1987 ต่อมา บริษัท NIPPON MINING ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น NIKKO MATERIALS CO.,LTD หรือเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศญี่ปุ่นในอีกชื่อหนึ่งคือ JAPAN ENERGY CORPORATION</p>
<p>ต่อมาความนิยมในทองแดงบริสุทธิ์ระดับ 6N ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งในวงการผลิตสายเคเบิ้ล รวมทั้งอุปกรณ์ประเภท INTEGRATED SEMICONDUCTORS คุณภาพสูง แต่มีเพียงแค่ 2 บริษัทใหญ่เท่านั้นที่มีความสามารถในการที่จะผลิตทองแดงความบริสุทธิ์สูงในจำนวนที่มากพอต่อความต้องการได้ ซึ่งบริษัททั้ง 2 ก็ได้แก่ NIKKO MATERIALS CO.,LTD. และ MITSUBISHI MATERIALS CO.,LTD ไม่มีใครอื่นอีก แน่นอนว่าเมื่อมีความนิยมก็ย่อมต้องมีความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เมื่อทองแดงบริสุทธิ์ระดับ 6N เริ่มกลายเป็นสินค้าในระดับทั่วไป จึงมีความต้องการทองแดงที่มีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทาง NIKKO MATERIALS CO.,LTD. ได้ทราบถึงความต้องการดังกล่าวจึงได้เร่งพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตให้สูงขึ้น ขบวนการดังกล่าวเริ่มขึ้นประมาณช่วงปี ค.ศ. 1997 ต่อมาทางบริษัท NIKKO จึงได้ตั้งบริษัท ACRO JAPAN CORPORATION ขึ้น เพื่อรับช่วงต่อในการพัฒนาสายทองแดงคุณภาพสูงภายใต้ชื่อ ACROLINK</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070929.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1036" alt="P1070929" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070929-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b>ACROLINK </b></p>
<p>ACRO JAPAN มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสายนำสัญญาณและสายลำโพงของ ACROLINK เพื่อให้เป็นสายที่จะเชื่อมต่อระหว่างผู้ฟังกับดนตรีอย่าง ”ไร้รอยต่อ” (SEAMLESS) และเพื่อให้บรรลุความมุ่งหมายดังกล่าว ทาง ACRO JAPAN เชื่อมั่นว่าจะต้องใช้วัสดุมีคุณภาพสูง (QUALITY OF MATERIAL), โครงสร้าง (STRUCTURE) รวมทั้งการออกแบบ (DESIGN) ในระดับที่สูงสุด (HIGHEST STANDARD) พอจะพูดได้ว่า ACROLINK เป็นสายเคเบิ้ลยี่ห้อเดียวในโลกที่สามารถจะพัฒนาและผลิตตัวนำที่เป็นทองแดง (COPPER CONDUCTOR) ในระดับที่มีความบริสุทธิ์สูงที่สุดแบบ TRUE HIGH PURITY ซึ่งทาง ACRO JAPAN ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 คือ บริษัท NIKKO MATERIALS (ซึ่งก็คือบริษัท NIPPON MINING &amp; MATERIALS) และ MITSUBISHI MATERIALS CORPORATION ในการนำส่งสายทองแดงคุณภาพสูงที่ผ่านการตรวจสอบและรับรอง (ANALYSIS VALUE GUARANTEED) ในระดับ 6N8 (99.99998%) โดยในเนื้อทองแดงระดับ 6N8 จะมีโลหะเจือปนหลงเหลืออยู่น้อยกว่า 1 PPM (PRT-PER-MILLION หรือ 1 ส่วนล้าน) อย่างแท้จริง</p>
<p>นอกจาตัวนำชั้นเยี่ยมแล้ว ทาง ACROLINK ยังได้พัฒนาเครื่องมือพิเศษขึ้นมาเพื่อใช้ในการวัดผลหรือตรวจสอบที่มีชื่อเรียกว่า GD-MS (GD-MASS) ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเท่านั้น ด้วยเครื่องมือดังกล่าวทาง ACROLINK สามารถที่จะวิเคราะห์รายละเอียดที่เจาะลึกลงไปถึงอุปกรณ์ หรือวัสดุที่นำมาใช้ร่วมในการผลิตสายว่า วัสดุแต่ละชนิดจะมีผลต่อคุณภาพเสียงอย่างไรและจะมีผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งทาง ACROLINK ได้ทำการศึกษา และพัฒนาจากวัสดุที่มีความแตกต่างถึง 50 – 60 ชนิด นับว่าเป็นกระบวนการที่ยากและสิ้นเปลืองเวลาในการทดลองเป็นอย่างมาก อีกทั้ง ACROLINK ยังถือได้ว่าเป็นเพียงบริษัทเดียวในโลกที่สามารถพัฒนาตัวนำทองแดงความบริสุทธิ์สูงแบบ “STREESS-FREE” PROCESSING ซึ่งใช้กรรมวิธีแบบ UNIQUE ANNEALING PROCESS ที่ช่วยทำให้ผลึกของทองแดงสามารถที่จะรักษา หรือคืนรูปให้อยู่ในโครงสร้างที่สมบูรณ์ (STABLE CRYSTALLINE STRUCTURE) ได้ด้วยตัวของมันเอง หลังจากที่สายถูกนำไปใช้งานจริง ซึ่งอาจจะมีการโค้ง หรือบิดงอตามการใช้งานโดยปกติ  ทาง ACROLINK ยืนยันว่าด้วยสายแบบ “STRESS-FREE” ที่สามารถคืนรูป (SELF-ANNEALING) ได้เองนี้ จะมีส่วนช่วยให้การตอบสนองความถี่ของสายนำสัญญาณที่ดีขึ้น และกว้างขึ้นในระดับ ULTRA-HIGH FIDELITY นั้นเชียว</p>
<p>สายทองแดงบริสุทธิ์สูงแบบ “STRESS FREE” ของ ACROLINK เองถูกเลือกสรรและนำไปใช้ในภายในเครื่องเล่นระดับท๊อปอย่าง SACD/CD TRANSPORT รุ่น P-01 และ SACD/CD MONURAL D/A CONVERTER รุ่น D-01 ของ ESOTERIC ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่สายนำสัญญาณของ ESOTERIC เองนั้น ก็ถูกสั่งและผลิตขึ้นโดย ACROLINK เองเช่นกัน</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070917.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1034" alt="P1070917" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070917-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070929.jpg"><br />
</a></p>
<p><b>ACROLINK 8N-A2080 III EVOLUTION</b></p>
<p>ดังคำกล่าวที่ว่า “เทคโนโลยีชั้นแนวหน้าในวันนี้ คือการก้าวย่างไปสู่พัฒนาการของเทคโนโลยีที่สูงยิ่งขึ้นในอนาคต” หลังจากที่ ACROLINK ได้นำเสนอสายนำสัญญาณในระดับ 6N อย่าง 6N-A2050 II ซึ่งเป็นสายนำสัญญาณในระดับเริ่มต้นไปจนถึงสายรุ่น 6N-A2400 II ในระดับไฮเอนด์ ทาง ACROLINK ก็ได้พัฒนาต่อยอดมาจนถึงการผลิตทองแดงบริสุทธิ์ในระดับ 7N อย่างสายนำสัญญาณรุ่น 7N-A2070 และรุ่น 7N-DA6300 MEXCEL ซึ่งถือว่าเป็นสายนำสัญญาณในระดับ “เรือธง” หรือ TOP-OF-THE-LINE ของ ACROLINK ที่มีราคาแพงที่สุดซึ่งมีนักเล่นและนักวิจารณ์หลายท่านที่เมื่อได้ลองสัมผัสแล้วต่างก็ชื่นชม  ทาง ACROLINK ยังคงมุ่งมั่น และก้าวเดินไปข้างหน้า และสามารถพัฒนาทองแดงที่มีความบริสุทธิ์ในระดับ 8N (99.999999%) คือสายนำสัญญาณรุ่น 8N-A2080 ซึ่งก็ได้รับการตอบรับและความนิยมที่ดี เข้าใจว่าทาง ACROLINK จะผลิตสายรุ่นนี้ออกมาอย่างจำกัดจำนวนแบบ ABSOLUTELY LIMITED เท่านั้น ดังนั้นเมื่อนำออกวางจำหน่ายแล้วก็หมดในเวลาอันรวดเร็ว และเมื่อเร็วๆ นี้เอง ทาง ACROLINK ก็ส่ง 8N-A2080 III  EVOLUTION พร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุดในการออกแบบสายในระดับ HIGH-TECHNOLOGY ชั้นเยี่ยมออกสู่ตลาดอีกครั้ง</p>
<p>สายนำสัญญาณรุ่น 8N-A2080 III EVO มีโครงสร้างที่ได้รับการออกแบบมาอย่างสลับซับซ้อนแตกต่างไปจากสายนำสัญญาณระดับไฮเอนด์ทั่วไปอยู่ไม่น้อยเลย เริ่มจากตัวนำที่เป็นทองแดงที่มีความบริสุทธิ์สูงแบบ 8N “STRESS FREE” ที่มีหน้าตัดขนาด 0.18 มม. จำนวน 7 เส้น แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม เมื่อรวมแล้วจะได้ตัวนำ 49 เส้น ตีเกลียวโดยมีวัสดุที่ทาง ACROLINK เรียกว่า SILK THREAD NATURAL MATERIAL วิ่งขนานไปด้วยกันในแต่ละชุด เพื่อค่า SIGNAL TO NOISE RATIO ที่ดีขึ้น จากนั้นจึงถูกหุ้มด้วย INSULATOR ที่ผลิตจาก LARGE MOLECULE POLYOLEFIN สายทั้ง 2 ชุดคือทั้ง HOT และ COLD จะถูกตีเกลียวแบบ TWISTED ROPE ด้วยกฎของมือซ้ายและมือขวา ( LEFT-HANDED/RIGHT-HANDED BOOK )เพื่อลดสัญญาณรบกวน (NOISE) และค่า LINE-TO-LINE AC RESISTANCE ของสายตัวนำ จากนั้นมีการใช้ EMI ABSORBING NON MAGNETIC THREAD เดินคู่ขนานกัน 2 เส้น เพื่อทำหน้าที่ในการดูดซับคลื่นรบกวน (WAVE ABSORPTION) จากนั้นจึงห่อหุ้มด้วย FILLER แบบ HYBRID POLYOLEFIN ที่มีส่วนผสมของ POLYOLEFIN, TUNGSTEN และ AMPRPHOUS</p>
<p>เหตุผลที่ทาง ACROLINK เลือกใช้วัสดุทั้ง 3 ชนิด ก็คือ ตัว POLYOLEFIN นั้นมีค่าความเป็นฉนวน (DIELECTRIC) ที่ต่ำมาก (EXTREMELY LOW) และเพื่อกำจัดความถี่เรโซแนนซ์อันไม่พึงประสงค์ (UNWANTED RESONANCE) ทาง ACROLINK ได้พัฒนาเปลือกหุ้มแบบใหม่โดยใช้ POLYOLEFIN เป็นตัวยืนพื้น ผสมด้วย ULTRA HIGH DENSITY TUNGSTEN GRANULES และ AMORPHOUS METAL ในอัตราส่วนที่ผ่านการคำนวณมาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เปลือกหุ้มแบบใหม่นี้ สามารถจะกำจัดเรโซแนนซ์แบบ SPURIOUS RESONANCE ที่เกิดขึ้นภายในสายเคเบิ้ลอย่างได้ผล</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้นทาง ACROLINK ยังได้ออกแบบการชีลสายถึง 4 ชั้น (QUADRUPLE SHIELDING) ด้วยกัน เพื่อป้องกันคลื่นรบกวนแม่เหล็กแบบ EMI (ELECTRO-MAGNETIC INTERFERENCE)  อันประกอบด้วยแผ่นเทปแบบ ULTIMATE NOISE BEAT TAPE ตามมาด้วยตาข่ายทองแดงแบบ HIGH DESITY BRAID ที่เป็นทองแดงที่มีความบริสุทธิ์ระดับ 7N CU ขนาด 0.12 มม. สำหรับชั้นที่ 3 และ 4 จะเป็นแผ่นฟอยล์ทองแดง (COPPER FOIL) ที่ถูกเคลือบทับด้วย UEW ( POLYURETHANE ENAMEL TYPE ) จากนั้นจึงห่อหุ้มเปลือกนอกชั้นสุดท้ายด้วย UV-RESISTANCE  HIGH-QUALITY  POLYURETHANE</p>
<p>นอกจากตัวสายที่ได้รับการออกแบบและคัดสรรวัสดุมาอย่างพิถีพิถันแล้วสำหรับตัวหัวปลั๊ก RCA เอง ทาง ACROLINK ก็ได้ออกแบบและเลือกสรรวัสดุมาอย่างไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ACROLINK เรียกหัวปลั๊ก RCA นี้ว่า “SMART” CONNECTOR ตัวหัวปลั๊กนั้นทำมาทองแดงแบบ BERYLLIUM COPPER ที่มีค่าการเหนี่ยวนำหรือค่าความเป็นสื่อของกระแสไฟฟ้า (CONDUCTIVITY) สูงถึง 50</p>
<p>ตัวแกนกลาง หรือ PIN PLUG นั้น ทำขึ้นจาก HIGH QUALITY DEOXIDIZED PHOSPHOR BRONCE คุณภาพสูง ที่ปราศจากโลหะผสม (IRON-FREE) ใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งตัว PIN PLUG นี้ ยังได้รับการออกแบบมาให้เป็นแกนกลวง (HOLLOW SHAPE STRUCTURE) สังเกตได้จากที่ปลายหัว PIN PLUG จะมีรูให้เห็นอย่างเด่นชัดเพื่อหน้าสัมผัสที่ดีเยี่ยม (MAXIMUM CONTACT SURFACE)  ตัว PIN PLUG ยังได้ผ่านการปั่นเงาแบบ MIRROR FINISH ถึง 2 ครั้ง จากนั้นจึงเคลือบทับด้วย PLATINUM PLATING ที่มีความหนา 0.3 ไมครอน และตามมาด้วยการเคลือบเงิน (THICK SILVER PLATING) ที่มีความหนาแน่นถึง 1.5 ไมครอน ตัวปลอกยังห่อหุ้มไว้ด้วยแผ่นคาร์บอน (CARBON FABRIC SLEEVE) เพื่อกำจัด “แรงสั่นสะเทือน” (VIBRATION SUPPRESSION) ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณหัวปลั๊ก ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการลดทอนคุณภาพเสียงลงได้</p>
<p>ตัวปลั๊กนั้นจะมีขนาดใหญ่ หนาและหนักกว่าหัวปลั๊ก RCA โดยทั่วไปจึงมีความแข็งแรงเป็นพิเศษและยึดจับได้อย่างแน่นหนามาก นับว่าทาง ACROLINK ได้ใส่ใจในทุกรายละเอียด มาอย่างดียิ่งจริงๆ สเปคคร่าวๆ ของสายนำสัญญาณ ACROLINK รุ่น 8N-A2080III EVOLUTION มีดังนี้</p>
<p>CABLE DIAMETER : 11 mm.</p>
<p>RESISTANCE : 19 MW/M</p>
<p>CAPACITANCE : 59 PF/M</p>
<p>IMPEDANCE : 75 โอห์ม/ RCA ; 110 โอห์ม/XLR</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070938.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1038" alt="P1070938" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070938-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b>ผลการทดลองฟัง</b><b></b></p>
<p>ACROLINK 8N-A2080 III EVO มีเวลามาอยู่กับพวกเรานานสักหน่อย จึงมีโอกาสได้ทดลองฟังกับซิสเต็มหลายๆ เครื่อง หลังจากที่เบิร์นอินจนเข้าที่แล้ว จึงนำเข้าห้องฟังเพื่อสรุปผลกัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังประกอบด้วย</p>
<p>เครื่องเล่นซีดี               : MARANTIZ CD 17 (CLOCK II)</p>
<p>AUDIA FLIGHT CD ONE M</p>
<p>: SONY SCD-777 (CD/SACD)</p>
<p>ปรีแอมป์                      : KRELL KSL</p>
<p>: XAV X-02SE</p>
<p>เพาเวอร์แอมป์             : FORTE’ F-5</p>
<p>XAV X-120 A</p>
<p>ADCOM GFA-565SE</p>
<p>KRELL KSA 50s</p>
<p>ลำโพง                         : XAV SMALL ONE CLASSIC</p>
<p>B&amp;W 805S</p>
<p>สายนำสัญญาณ         : VAMPIRE AI-II</p>
<p>VAN DENHUL “THE FIRST ULTIMATE”</p>
<p>สายลำโพง                  : VAMPIRE ST II</p>
<p>สายไฟ AC                  : XAV XAC#5, MUSIC MUSE “THE</p>
<p>PROTOTYPE” AC CABLE</p>
<p>ฟิวส์                             : MUSIC MUSE V2</p>
<p>ห้องฟังขนาด 4 x 8 เมตร ได้รับการปรับแต่งอะคูสติกมาอย่างดี</p>
<p>อันดับแรกที่ต้องบอกกล่าวกันก่อนเลย ก็คือ หัวปลั๊ก RCA ของ ACROLINK 8N-A2080 III EVO นั้นมีขนาดที่หนาและใหญ่กว่าหัว RCA โดยทั่วไป ถ้าเครื่องเล่นที่จัดวางขั้ว RCA ในแบบมาตรฐานโดยทั่วไป ซึ่งขั้ว RCA ทั้งซ้ายและขวาจะวางระยะห่างไว้ใกล้กันจะไม่สามารถต่อสายหรือใช้งานสาย 8N-A2080 III EVO ได้เลย ดังนั้น สำหรับนักเล่นท่านใดที่สนใจพึงตรวจเช็คซิสเต็มของตนเองให้ดี มิฉะนั้นสาย ACROLINK อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณต้องถึงกับตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องที่ใช้อยู่เดิมเลยก็เป็นได้</p>
<p>สำหรับหัวปลั๊ก RCA ของ ACROLINK นั้นมีความกระชับและรัดตัวได้แน่นมาก (มากที่สุดเท่าที่เคยพบมา) การจะต่อเข้า หรือดึงออก ต้องใช้แรงมากเป็นพิเศษ จึงควรระมัดระวังไว้สักนิด อันดับที่สอง ตัวสาย ACROLINK 8N-A2080 III EVO นั้น ใช้เวลาการเบิร์นอินที่ยาวนานกว่า 100 ชั่วโมงขึ้นไป ตัวสายจึงจะอยู่ในสถานะที่พร้อมสำหรับการใช้งาน และสามารถจะแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่  อีกทั้งในการใช้งานแต่ละครั้งถ้าต้องการให้ ACROLINK 8N-A2080 III EVO เปล่งประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ก็ควรจะเปิดเพลงอุ่นสายให้มีความพร้อมทุกครั้ง ด้วยระยะเวลาเกิน 15 นาที ทุกครั้งไป ถึงแม้ว่าสายจะพ้นระยะเวลาในการเบิร์นอินแล้วก็ตาม ดังนั้นถ้ามีโอกาสได้ทดลองฟัง ACROLINK 8N-A2080 III EVO ก็ไม่ควรรีบร้อน และด่วนตัดสินใจในคุณภาพเสียงโดยทันทีที่ฟัง ควรจะให้เวลาสายได้มีความพร้อมเต็มที่</p>
<p>เมื่อทำได้ตามองค์ประกอบดังกล่าวแล้ว เราก็มาว่ากันถึง ACROLINK 8N-A2080 III EVO กันเลยครับ</p>
<p>ต้องเรียนว่า ACROLINK 8N-A2080 III EVO ถือเป็นสายนำสัญญาณในระดับที่ “ไม่ธรรมดา” เลยจริงๆ เพียงเริ่มต้นของการฟังได้ไม่นาน ACROLINK 8N-A2080 III EVO ก็สร้างความประทับใจให้กับลูกขุนบางท่านที่มาร่วมด้วยช่วยกันฟัง “รายละเอียดครับ รายละเอียด” ลูกขุนท่านหนึ่งปรารภขึ้นเป็นคนแรก อีกท่านพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับเอื้อนเอ่ยว่า “ สายทองแดงแบบ 8N ทำได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ“ สีหน้าและแววตาแสดงออกถึงความประทับใจที่มาพร้อมกับความตื่นตาตื่นใจ (CLAIR MARLO-LET IT GO) ลูกขุนอีกท่านมองว่า ACROLINK ให้เสียงกลางที่ชัดเจนดีเป็นพิเศษ สะอาด มีความกลมกลืน แจ่มชัด จนรู้สึกได้ตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องตั้งใจฟัง (AMANDA MCBROOM-SHEFFIELD LAB-13) ในขณะที่ลูกขุนคอเบส ประทับใจกับความรวดเร็ว และการย้ำเน้นที่จะแจ้ง แต่ยังต้องการพลังของเบสต่ำๆ ที่มากกว่านี้อีกสักหน่อย (BARB JUNGR : WALKING IN THE SUN) สำหรับเสียงแหลมนั้น ลูกขุนทุกท่านจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ACROLINK นั้นถ่ายทอดเสียงแหลมได้ดี มีความราบเรียบและเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าฟัง (OPUS 3 : LARS ERSTRAND AND FOUR BROTHERS)</p>
<p>ในรอบเก็บตกนั้น ACROLINK 8N-A2080 III EVO ได้แสดงน้ำเสียงที่มีความสดใส เปิดโปร่งอย่างกระจ่างชัด ในระดับที่น่าตื่นตะลึง! นับว่าเป็นความกระจ่างในระดับที่ก้าวไปไกลเกินกว่าสายนำสัญญาณคู่ไหนๆ เท่าที่เคยได้สัมผัสฟังมาจะสามารถทำได้ไม่ว่าจะเป็นสายที่ใช้ตัวนำชนิดไหน จะมีระดับราคาสูง หรือแพงมากแค่ไหนก็ตาม</p>
<p>เป็นความกระจ่าง เจิดจรัสที่มีความชัดเจนเปรียบได้กับพุลที่ถูกจุดให้ส่องสว่างท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ถึงแม้จะเจิดจ้า สว่างไสวเพียงไร แต่ก็ไม่มีอาการหยาบกร้าวหรือกระด้างแข็งแต่ประการใด น้ำเสียงมีความสะอาดตั้งแต่วินาทีแรก มีความชัดเจนที่ สัมผัสฟังได้ในทันที เป็นความชัดเจนในขณะที่เนื้อเสียงเองนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความกลมกลืน ที่ไม่มีการเน้นจนขึ้นขอบหรือคมชัดจนเกินงาม คงจะไม่เกินเลยถ้าจะบอกว่า ACROLINK 8N-A2080 III EVO ได้วางมาตรฐานใหม่ ของความกระจ่างและสดใส ในน้ำเสียงได้อย่างโดดเด่น และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง (CLAIR MARLO-LET IT GO) หรือนี่จะเป็นคุณลักษณะของสายทองแดงที่มีความบริสุทธิ์สูงในระดับ 8N ซึ่งแน่นอนว่าต่อไปคงจะกลายเป็นที่กล่าวขวัญถึง และรอการพิสูจน์ในอนาคตเมื่อสายในระดับ 8Nเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นครับ</p>
<p>เสียงกลางของ ACROLINK 8N-A2080 III EVO แม้จะมีมวลเสียงที่ค่อนมาทางบางย่อหย่อนในเรื่องของมวล หรือเนื้อเสียงไปบ้าง แต่ก็มีตัวตน และมีความชัดเจนที่โดดเด่น และดีเป็นพิเศษ เนื้อเสียงมีความสะอาด เนียนละมัย แจกแจงรายละเอียดได้ดี  (ELLA  FITZGERALD : FOREVER ELLA) คุณลักษณะดังกล่าวจะครอบคลุมลงมาถึงเสียงร้องของนักร้องชายอย่าง JOHN MICHAEL MONTGOMERY และ COLLIN RAYE ด้วยเช่นกัน</p>
<p>ความกระจ่างและความสดใสในน้ำเสียงนั้นจะครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง โดยเริ่มจากในย่านเสียงกลางขยายตัวออกไปทั้งในย่านกลางสูงและกลางต่ำในอัตราส่วนที่เท่าๆกัน เสียงแหลมมีการย้ำเน้นที่โดดเด่น ทั้งในเรื่องความสดใส และน้ำหนักในการย้ำเน้น หัวโน้ตของเครื่องสายจะมีแรงปะทะที่จะแจ้ง เรียกร้องความสนใจได้ดีเป็นพิเศษ เสียงแหลมถ่ายทอดรายละเอียดได้ดี แม้เนื้อเสียงจะบางเพื่อสอดรับกับย่านเสียงกลาง แต่ก็มีความกลมกลืน ฟังระรื่นหูและมีความผ่อนคลายที่ดีเป็นพิเศษ   ได้มีโอกาสเปรียบเทียบกับสายนำสัญญาณคุณภาพระดับ “ไฮเอนด์” อีกเส้นหนึ่ง ปรากฏว่า สายนำสัญญาณเส้นดังกล่าวนำเสนอเสียงแหลมที่ทอดตัวออกไปได้ไกลกว่า ACROLINK 8N-A2080 III EVO แต่ก็ยังมีความหยาบ แห้ง และฟังกระด้างกว่า ในขณะที่ปลายเสียงแหลมของ ACROLINK 8N-A2080 III EVO ถึงแม้จะเก็บตัวเร็วกว่า ไม่ทอดตัวออกไปไกลเท่า แต่ก็มีความนุ่มนวล อ่อนช้อย มีเสน่ห์ที่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นที่น่าฟัง ชักนำให้คุณเพลิดเพลินไปกับอรรถรสของดนตรีได้อย่างเพลิดเพลิน ( OPUS 3:LARS ERSTRAND AND FOUR BROTHERS )</p>
<p>ในย่านอัพเปอร์เบสนั้น ACROLINK 8N-A2080 III EVO ก็ไม่สร้างความผิดหวังแต่อย่างใด ถ่ายทอดแรงปะทะ และการย้ำเน้นออกมาได้อย่างโดดเด่น และจะแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นงานเพลง IMPROVISED FUSION JAZZฝีมือของ PATRICK COIL (STEPS : PATCOIL-SHEFFIELD LAB CD-31) การถ่ายทอดของหัวโน้ตที่ไม้กลองถูกหวดกระทบเข้ากับหนังกลองนั้น รวดเร็ว หนักหน่วง และชัดเจนมาก เรียกร้องความสนใจ และสร้างความประทับใจได้ในทันทีที่ฟัง หรือจะเป็นการเล่นตะโพนไทย ตะโพนมอญ จากฝีมือคุณประเสริฐ กอบแก้ว และเปิงมางคอกโดยคุณสิทธิพงษ์ ตั้งสุวรรณ ในอัลบั้ม THE MERRY ANGEL OPUS 5 “พญาลำพอง” ที่มีทั้งน้ำหนัก และแรงปะทะที่รวดเร็ว ชักนำให้คุณขยับเท้าไปกับจังหวะของเพลงที่บรรเลงได้อย่างเพลิดเพลิน แบบลืมตัว สำหรับเบสต่ำนั้น จะถูกผ่อนทั้งแรง และน้ำหนักลงเป็นลำดับ เป็นเบสที่นุ่มลึกและมีความกลมกลืนเป็นสำคัญ (R &amp; R : EXOTIC DANCES FROM THE OPERA)</p>
<p>ACROLINK 8N-A2080 III EVO สามารถถ่ายทอดซาวด์สเตจทางด้านกว้างเลยลำโพงทั้งซ้าย และขวา ออกไปได้อย่างโดดเด่น ทำให้ได้ซาวด์สเตจที่กว้างขวางและใหญ่ การตรึงตำแหน่งทำได้นิ่งสนิทแบบจับวาง ตัวตนของอิมเมจจะมีขนาดที่ใหญ่ และสูงกว่าปกติ การขึ้นรูปของอิมเมจมีให้สัมผัส ถึงแม้จะมีสัดส่วนที่ค่อนข้างบาง ซาวด์สเตจจะถูกวางถอยหลัง (LAID BACK) ลึกลงไปกว่าแนวระนาบของลำโพง สัดส่วนความกว้างทำได้โดดเด่นกว่าทางด้านลึก การจัดวางรูปวงจะออกไปในรูปวงรี ช่องว่างระหว่างดนตรีทำได้ดี มีความสงัดเงียบที่มืดเข้ม ถ้าจะวิเคราะห์กันแบบจับผิดอย่างจริงจังกันแล้ว จะรู้สึกว่าความสงัดเงียบดังกล่าวจะมีความทึบเข้มในอัตราส่วนที่มาก     ทำให้ขาดบรรยากาศลึกๆ ของความเป็นอะคูสติกไปบ้างเล็กน้อยเท่านั้น</p>
<p align="center">ในช่วงสุดท้ายได้รองใช้ ACROLINK 8N-A2080 III EVO กับเครื่องเล่น SACD SONY SCD-777 ด้วยแผ่นเพลง SACD ปรากฏว่า ACROLINK 8N-A2080 III EVO สามารถถ่ายทอดน้ำเสียงที่มีความสะอาด เสียงร้องของ CHIE AYADO มีความโดดเด่น และทรงพลัง มีความแจ่มชัดแทบจะสกัดขัดเกลาออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดเป็นรูปธรรม (CHIE AYADO-LIFE ) การแยกแยะชิ้นดนตรีรวมทั้งช่องว่างและระยะห่างของชิ้นดนตรีทำได้อย่างเด่นชัด ( LINN RECORDS SACD VOL.2 )อาการเน้นๆของเสียงแหลมต้น ที่ปรากฏพบเจอเมื่อฟังกับแผ่น CD มาคราวนี้กลับกลายเป็นความราบเรียบกลมกลืนและน่าฟังเป็นพิเศษ ( HILARY HAHN/BACH-CONCERTOS SACD-DEUTSCHE GRAMMOPHON ) ดู ACROLINK 8N-A2080 III EVO จะไปได้ดีเป็นพิเศษกับระบบเสียงแบบSACD และ “HI-RESOLUTION” ระดับไฮเอนด์ในปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>สรุป</b><b></b></p>
<p>ถึงแม้ในตลาดจะมีสายนำสัญญาณในระดับ “ไฮเอนด์” ถูกนำเสนอออกมาเป็นตัวเลือกอย่างมากมายจากบริษัทที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักสำหรับนักเล่นเป็นอย่างดีก็ตาม แต่ก็ใช่ว่า “โอกาส” ในการที่จะมีเจ้าใหม่ๆ ขอเข้ามาร่วมวงด้วยนั้น จะไม่มีเลยเสียทีเดียว “ACROLINK” สายนำสัญญาณน้องใหม่จากญี่ปุ่นได้นำเสนอสายนำสัญญาณรุ่น 8N-A2080 III EVO ที่ใช้จะมีเพียงเฉพาะราคาที่อยู่ในระดับ “ไฮเอนด์” เท่านั้น (ความยาว 1.5 M. จะมีราคาอยู่ที่ 208,950 เยน หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็คงประมาณราวๆ 70,000 บาท/คู่) แต่ยังนำเสนอคุณภาพเสียงที่วางตัวอยู่ในระดับ “ไฮเอนด์” ได้อย่างโดดเด่นอีกด้วย แน่นอนว่า ACROLINK 8N-A2080 III EVO คงจะไม่ใช่สายสัญญาณที่นักเล่นทุกคนจะสามารถเป็นเจ้าของได้ เพราะทาง ACROLINK ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 500 ชุดเท่านั้น! (250 ชุดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น และอีก 250 ชุดทั่วโลก) หมดแล้ว หมดเลย ถ้าคุณอยากจะรู้ว่าสายที่สามารถรวบรวมเอาเทคโนโลยีในระดับชั้นแนวหน้าล่าสุดนั้นจะมีคุณภาพเสียงเป็นอย่างไร คำตอบในขณะนี้ คงจะหนีไม่พ้น ACROLINK 8N-A2080 III EVOLUTION  นี่คือสายนำสัญญาณที่แนะนำให้หาโอกาสไปสัมผัสฟังกันให้ได้ในขณะนี้ครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>          ขอขอบคุณบริษัท อินเวนทีฟ เอวี จำกัด โทร. 0-2238-4078-9 ที่เอื้อเฟื้อสายมาให้ทดสอบในครั้งนี้</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/articles/acrolink-8n-a2080/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เก็บตกงานT.H.E. Show 2013</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/news/t-h-e-show-2013/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/news/t-h-e-show-2013/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Apr 2013 12:47:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=1007</guid>
		<description><![CDATA[  งานในครั้งนี้นั้น ทางคณะกรรมการผู้จัดงานได้พยายามจัดแสดงงานอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบสนองต่อเครื่องเสียงในระดับไฮเอ็นด์โดยเฉพาะ และเหตุผลที่เลือกจัดที่ BITEC บางนานั้นก็เพราะที่ BITEC มีความเหมาะสมทั้งในด้านของขนาดห้องที่ใหญ่พอที่จะแสดงเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ชุดใหญ่ได้ การเดินทางนั้นก็มีความสะดวก อีกทั้งมีการประสานงานกับผู้ประกอบการบริษัทต่างๆ ในการคัดเลือกสินค้าที่มีความโดดเด่นจริงๆ มาแสดงในงานครั้งนี้เพื่อให้ผู้เข้าชมงานเกิดความประทับใจ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;">  เก็บตกงาน</p>
<p style="text-align: center;">   <b>T.H.E.</b></p>
<p style="text-align: center;" align="center">( <b>T</b>HAILAND <b>H</b>I-<b>E</b>ND AUDIO-VIDEO )</p>
<p style="text-align: center;" align="center"><b>SHOW 2013</b></p>
<p>           ในขณะที่อากาศในบ้านเรากำลังไต่ระดับความร้อนที่สูงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งสาเหตุหนึ่งก็เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอันมีต้นเหตุมาจากน้ำมือของมนุษย์นั่นเอง  ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง ทางสมาคมการค้าเครื่องเสียงและภาพ(ไทย) ได้จัดงานแสดงสินค้าเครื่องเสียง Thailand HI-END Audio &amp; Video Show 2013 ขึ้นที่ชั้น 2 BITEC บางนา ในวันที่ 28-31 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา  ได้มีโอกาสหลบอากาศที่ร้อนระอุในกรุงเทพฯ เข้าไปเดินเที่ยวในงานซึ่งมีแอร์ที่เย็นฉ่ำจนรู้สึกหนาว  ก็เลยถือโอกาสเก็บภาพมาฝากสำหรับท่านที่พลาดโอกาสเข้าไปเที่ยวชมงานในครั้งนี้ครับ</p>
<p>งานในครั้งนี้นั้น ทางคณะกรรมการผู้จัดงานได้พยายามจัดแสดงงานอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบสนองต่อเครื่องเสียงในระดับไฮเอ็นด์โดยเฉพาะ และเหตุผลที่เลือกจัดที่ BITEC บางนานั้นก็เพราะที่ BITEC มีความเหมาะสมทั้งในด้านของขนาดห้องที่ใหญ่พอที่จะแสดงเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ชุดใหญ่ได้ การเดินทางนั้นก็มีความสะดวก อีกทั้งมีการประสานงานกับผู้ประกอบการบริษัทต่างๆ ในการคัดเลือกสินค้าที่มีความโดดเด่นจริงๆ มาแสดงในงานครั้งนี้เพื่อให้ผู้เข้าชมงานเกิดความประทับใจ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070996.jpg"><img class="size-medium wp-image-1008 aligncenter" alt="P1070996" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070996-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>เราเริ่มกันที่ห้องแรกของบ.มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด เปิดตัวเพาเวอร์แอมป์ตัวใหม่จาก Mark Levinson รุ่น No.53  ซึ่งเป็นเพาเวอร์แอมป์ในระดับ Reference มีกำลังขับ 500 วัตต์/ข้าง ที่ 8 โอห์ม จับคู่กับเครื่องเล่น CD/SACD Disc Player ตัวใหม่ของ Mark Levinson รุ่น No.512 สำหรับลำโพงนั้นเป็นของ Revel ในตระกูล Ultima 2 Series Loudspeaker รุ่น Salon 2 สำหรับคุณภาพเสียงนั้น สะอาดกว้าง  ฟังสบายๆ ตามสไตล์ของ Mark Levinson ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070998.jpg"><img class="size-medium wp-image-1009 aligncenter" alt="P1070998" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070998-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ห้องถัดมาเป็นของ บ. เซ็นทรัลเทรดดิ้ง จำกัด โชว์ลำโพง Tannoy รุ่นใหญ่ระดับท็อปสุด Flagship Superior Grade Audiophile คือรุ่น  “KINGDOM ROYAL” จับคู่กับปรีแอมป์ของ Octave รุ่น HP 500 SE ,the Orchestral และ เพาเวอร์แอมป์หลอดแบบโมโนบล็อครุ่น MRE 220 ที่มีกำลังขับ 220 วัตต์ ที่ 4 โอห์ม คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าที่ฟังจากในงาน BAV ที่โรงแรมเดอะแลนด์มาร์คเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070999.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1010" alt="P1070999" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1070999-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>จากนั้นเป็นห้องของ บ. ACG International Co.,Ltd โชว์ลำโพงรุ่นใหญ่ของ USHER คือรุ่น D 2 II Horn Series Loudspeaker ที่ขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ SET ของ LAMM รุ่น ML2.2</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080001.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1011" alt="P1080001" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080001-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ถัดมาเป็นห้องของ  บ. Intennia Co.,Ltd โชว์ซิสเต็มของ T+A และลำโพงรุ่น T+A CRITERION TCD 110 S</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080002.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1012" alt="P1080002" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080002-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>และแล้วก็มาถึงห้องที่น่าสนใจที่สุดอีกห้องหนึ่ง KEF เปิดตัวลำโพง Concept Blade เป็นครั้งแรกในเมืองไทย Blade เป็นโปรเจ็กต์ที่รังสรรค์โดย Mark Dodd และทีมงานที่มี Research Engineer อย่าง Jack Oclee-Brown ร่วมอยู่ด้วย Blade เป็นลำโพงที่ใช้หลักการออกแบบ Single Apparent Source เพื่อให้ทุกย่านความถี่เสียงมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน ในครั้งนี้จับคู่กับปรีแอมป์ของ TAD รุ่น C2000 และเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกของ Marantz รุ่น MA-9 S2 ที่มีกำลังขับ 300 วัตต์/ข้าง เป็นห้องที่ไม่ควรพลาดฟังอย่างเด็ดขาดครับ!</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080007.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1013" alt="P1080007" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080007-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>นี่ก็เป็นอีกห้องหนึ่งที่ไม่ควรพลาดฟังด้วยประการทั้งปวงเช่นกัน ทาง MRZ โชว์ซิสเต็มระดับท็อปของ TAD ( Technical Audio Devices ) อันประกอบไปด้วยเครื่องเล่น Disc Player รุ่น D600 ปรีแอมป์รุ่น C 600 และเพาเวอร์แอมป์รุ่น M 600 และลำโพงรุ่น Reference One MK II ได้ฟังซิสเต็มของ TAD มา 2 ครั้ง 2 ครา ในงานแสดงก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นรุ่นรองหรือรุ่นท็อปก็ตาม รู้สึกไม่ค่อยน่าประทับใจกับการเซ็ทอัพเท่าไหร่ ทำให้คุณค่าของ TAD ด้อยลงไปถนัดหูเลยครับ แต่ในงานครั้งนี้ต้องบอกว่า TAD สามารถกู้สถานะของตนเองขึ้นมาได้ดีกว่าครั้งก่อนๆที่แล้วมา คุณภาพเสียงที่ได้มีทั้งความรวดเร็ว ฉับพลัน เด็ดขาด พร้อมกับน้ำหนักและมวลเสียงที่เข้มข้น แต่กับเพลงร้องทำได้ไม่ดีนัก ศักยภาพของเครื่องและลำโพงนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นการเซ็ทอัพที่ยังไม่ดีพอเป็นสำคัญ !</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080010.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1014" alt="P1080010" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080010-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ห้องของ Deco 2000 โชว์ Digital Playback System รุ่นใหม่ล่าสุดระดับท็อปของ dCS คือ Vivadi Digital System ที่ออกแบบมาเป็น multi-box ที่ประกอบไปด้วย Upsampling CD/SACD digital Transport ,Outboard DAC, Outboard Upsampler และ Dual-mode Clock จับคู่กับชุดแอมปลิฟายเออร์ของ VTL และลำโพงของ Wilson Audio รุ่น Alexia</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080011.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1015" alt="P1080011" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080011-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ห้องของ 5-Decibel เลือกที่จะโชว์ชุดเครื่องเสียงขนาดใหญ่ในรูปแบบของโฮมเธียเตอร์ ซิสเต็มประกอบไปด้วยชุดซิสเต็มของ  Accoustic Arts และ ลำโพง Focal รุ่น Grande Utopia  EM</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080014.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1016" alt="P1080014" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080014-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ห้องของ TX2 โชว์ชุดแอมป์ระดับ Super Hi-End ของ Constellation Audio อันได้แก่ปรีแอมป์รุ่น Virgo และเพาเวอร์แอมป์แบบโมโนบล็อครุ่น Centaurจับคู่กับAccoustic Arts Drive II + Tube Dac II HD และลำโพงรุ่นท็อปจาก ProAc รุ่น Carbon Pro 8</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080018.jpg"><img class="size-medium wp-image-1029 aligncenter" alt="P1080018" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080018-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ห้องของทางหจก.ปิยะนัส โชว์ชุดเครื่องเสียงของ Accoustic Arts ประกอบด้วย Drive II + Tube Dac II HD ปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ของ Octave รุ่น Jubilee จับคู่กับลำโพง Isophon รุ่น Berlina RC-11</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080015.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1017" alt="P1080015" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080015-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ห้องของ ELPA SHAW โชว์ชุดเครื่องเสียงของ Simaudio MOON Evolution  Series ประกอบไปด้วย ปรีแอมป์รุ่น 740P เพาเวอร์แอมป์รุ่น 860A และ 870A สำหรับลำโพงนั้นก็เป็นของ MARTEN รุ่นใหม่ล่าสุดคือ รุ่น Django XL จากสวีเดน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080017.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1018" alt="P1080017" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/04/P1080017-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ปิดท้ายกันด้วยห้องสุดท้ายซึ่งเป็นห้องของ K S Sonsgroup ที่โชว์ปรีแอมป์รุ่นใหม่ล่าสุดของ Audio Research รุ่น Reference 10 พร้อมกับเปิดตัวอินทีเกรตแอมป์ของ McIntosh รุ่นใหม่ 2 รุ่นด้วยกันคือ MA6700 และ MA7900 สำหรับเพาเวอร์แอมป์นั้นเป็นของ Pass Labs รุ่น Xs300 จับคู่กับลำโพงระดับเรือธงของ Sonus Faber รุ่น Aida</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/news/t-h-e-show-2013/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทดสอบ ADCOM GFA-565SE</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/articles/adcom-gfa-565se/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/articles/adcom-gfa-565se/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Mar 2013 05:16:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=995</guid>
		<description><![CDATA[แอ็ดคอม (ADCOM) ถือว่าเป็นบริษัทเครื่องเสียงจากสหรัฐอเมริกา ที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานถึงเกือบ 30 ปี จากบริษัทเล็กๆ ใน NEW JERSEY ที่มุ่งเน้นผลิตหัวเข็ม (PHONO CARTRIDGE) เป็นหลัก ภายใต้การนำของ MR.NEWTON CHANIN ผู้มากความสามารถซึ่งอดีตเคยเป็นถึงเจ้าของ( EX-OWNER ) บริษัท ORTOFON ผู้ผลิตหัวเข็มอันเลื่องชื่อแห่งเดนมาร์ก  ADCOM ได้ออกแบบหัวเข็มที่มีชื่อเรียกว่า CROSS COIL PHONO CARTRIDGE]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070877.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-996" alt="P1070877" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070877-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p align="center"><b>Test Report<br />
ADCOM GFA -565SE<br />
POWER AMPLIFIER<br />
หัสคุณ</b></p>
<p align="center"><b> </b></p>
<p>             ซึ่งออกมาในช่วงปลายยุค 70 (ประมาณ ค.ศ. 1979) และได้รับการตอบรับที่ดีจากนักเล่นในยุคนั้น หัวเข็มของ ADCOM ที่ได้รับการกล่าวถึงก็คือ รุ่น SXC-VDH และ XC- E ซึ่งทั้งคู่เป็นหัวเข็มแบบ HIGH OUTPUT MOVING COIL ต่อมาทาง ADCOM ได้ขยับขยายไลน์ในการผลิต หันมาผลิตเครื่องเสียง โดยมุ่งเน้นที่จะผลิตเครื่องเสียงคุณภาพสูงในระดับไฮเอนด์ แต่มีราคาจำหน่ายที่สมเหตุสมผล จัดอยู่ในประเภทเครื่องเสียงที่มี “คุณภาพคุ้มค่า คุ้มราคา” ผลงานชิ้นแรกของ ADCOM ก็คือแอมป์ รุ่น GFA-1 AMPLIFIER เป็นเพาเวอร์แอมป์ ทรงลูกเต๋า ขนาดสัดส่วนเพียง 12 นิ้ว มีกำลังขับถึง 200 วัตต์ต่อแชนแนล GFA-1 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ ของความเหมาะสมระหว่างคุณภาพและราคาในกลุ่มเพาเวอร์แอมป์ได้ย่างน่าสนใจยิ่ง</p>
<p>จากนั้น ADCOM ก็นำเสนอเพาเวอร์แอมป์ รุ่น GFA-1A และ GFA-2 พร้อมกับปรีแอมป์รุ่น GFP-1 และจูนเนอร์ รุ่น GFT-1 ในยุคนั้นเครื่องเสียงของ ADCOM ยังมีหน้าตาที่ดูเรียบ แต่ขึงขังและบึกบึนตามแบบฉบับของเครื่องเสียง สไตล์อเมริกันในขณะนั้น ADCOM จึงเป็นที่รู้จักสำหรับนักเล่นชาวอเมริกัน ในยุคแสวงหาที่เชื่อมั่นในหูของตัวเอง ว่าฟังเป็นแต่มีงบประมาณที่จำกัด แม้แต่ WES PHILLIPS นักเขียนจากนิตยสาร STEREOPHILE เองก็เคยใช้ปรีแอมป์ รุ่น  GFP-1 มาก่อนและถือเป็นชุดแยกชิ้นชุดแรกของเขาเลยก็ว่าได้</p>
<p>ADCOM มาดังสนั่นเป็น “พลุแตก” จริงๆ ก็เมื่อเปิดตัวเพาเวอร์แอมป์ รุ่น GFA-555 ในช่วงปีค.ศ. 1985 เมื่อนักเขียนนักวิจารณ์อย่าง ANTHONY H. CORDESMAN แห่งนิตยสาร STEREOPHILE ได้ฟังและเขียนบททดสอบ เจ้า GFA-555 พร้อมกับชื่นชมว่า ADCOM เป็น “คลื่นลูกใหม่” แห่งวงการ ที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการเครื่องเสียงครั้งสำคัญ ADCOM GFA-555 ถือว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่สามารถจะให้สมรรถนะเกินราคา เหนือกว่าแอมปลิไฟเออร์ ในระดับล่างมาถึงระดับกลางในอดีตอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นแอมป์ที่มีความคุ้มค่าและถือว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์ในระดับ “BEST BUY” ที่มีความสามารถไต่อันดับขึ้นไปเทียบเคียงกับเพาเวอร์แอมป์ที่มีราคาสูงกว่าถึง 2 หรือ 3 เท่า ได้อย่างใกล้เคียง ANTHONY H. CORDESMAN ยังสงสัยว่า ผลงานของ ADCOM ชิ้นนี้คงจะทำให้นักออกแบบเครื่องเสียงในระดับไฮเอนด์หลายคน คงต้องกลับมาพิจารณาตนเองพร้อมกับ “ถูกบังคับ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตนเองให้ดียิ่งขึ้น ภายในระยะเวลาอันสั้น หรือไม่ก็ต้องยอมแพ้ หรือถอยห่างออกไปจากการแข่งขันอันดุเดือดในครั้งนี้</p>
<p>ในยุคนั้น ไม่มีใครทราบหรอกครับ ว่าใครเป็นผู้ออกแบบ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ GFA-555 เพราะในขณะนั้น นักเล่นยังให้ความสำคัญกับชื่อเสียง หรือยี่ห้อของแบรนด์นั้นๆ มากกว่าจะพยายามค้นหาว่าใครเป็นผู้ออกแบบแอมป์ตัวนั้นให้เสียงดีได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคงไม่มีใครเกิน MARK LEVINSON ในยุคนั้น  สำหรับแอมป์รุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับ MARK LEVINSON ได้มากที่สุดในขณะนั้นก็คือ เพาเวอร์แอมป์ ML-2 ซึ่งเป็นแอมป์โมโนบล็อก แบบคลาส เอ ที่มีกำลังขับเพียง 25 วัตต์/ตัว ซึ่งผู้ออกแบบ ก็ไม่ใช่ยอดชายนาย MARK LEVINSON แต่อย่างใด แต่ผู้ออกแบบตัวจริงเสียงจริงที่อยู่เบื้องหลังก็คือ JOHN CURL และ TOM COLANGELO เพาเวอร์แอมป์ ML-2 คือผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ MARK LEVINSON จนโด่งดังและเป็นที่จดจำมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>สำหรับ ADCOM GFA-555 ก็เช่นกัน จนเวลานั้นได้ล่วงเลยมานานหลายปีทีเดียว จึงมีข่าวล่ำลือกันว่า ผู้ที่ออกแบบ ADCOM GFA-555 ตัวจริงก็คือ NELSON PASS ผู้เป็นหนึ่งในสุดยอดของนักออกแบบแอมปลิไฟเออร์ แบบโซลิดสเตจ ซึ่งอดีตเคยเป็นถึงผู้ก่อตั้ง THRESHOLD CORP. และเป็นผู้ออกแบบวงจร STASIS อันโด่งดังและลือลั่นในแอมป์ระดับไฮเอนด์ ที่มักจะมีการกล่าวถึงอยู่อย่างสม่ำเสมอมาถึงปัจจุบัน</p>
<p>ต่อมาภายหลัง NELSON PASS เองก็ได้ออกมายอมรับว่า ADCOM GFA-555 นั้นเป็นผลงานการออกแบบของเขาเอง แต่อย่างไรก็ตาม ADCOM ก็ยังเดินหน้าปรับปรุง พัฒนา และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นการต่อยอด “ความสำเร็จ” จากที่ GFA-555 ได้ทำเอาไว้ สำหรับผู้ที่ถือเป็นคนขับเคลื่อน ADCOM ให้ก้าวไปข้างหน้าในขณะนั้นก็คือ C. VICTOR CAMPOS ซึ่งดำรงตำแหน่ง DIRECTOR OF PRODUCT  DEVELOPMENT ของ ADCOM งานของ ADCOM  ในขณะนั้นมีทั้งการปรับปรุงงานเก่า และต่อยอดขึ้นไปอย่าง GFA-555 II โดยทีมงานของ ADCOM เอง รวมทั้งมีการดึงมือดีอย่าง WALT JUNG ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ IC มาร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ของ ADCOM อย่างจูนเนอร์/ ปรีแอมป์ รุ่น GTP-400 และปรีแอมป์ รุ่น GFP-565</p>
<p>ผลิตภัณฑ์ของ ADCOM มิได้จำเพาะอยู่กับระบบสเตอริโอแบบ 2 แชนแนลเท่านั้น แต่ต่อมาได้ขยายไลน์ รวมไปถึงเครื่องเสียง สำหรับระบบมัลติแชนแนล แบบโฮมเธียเตอร์ด้วย โดยที่ทาง ADCOM ยังคงมุ่งเน้นการออกแบบเครื่องเสียงคุณภาพสูง มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่คล่องตัว แต่มีราคาประหยัด และด้วยปรัชญาดังกล่าว ผนวกเข้ากับนวัฒกรรมใหม่ๆ ซึ่งผสานเข้ากกับงานการออกแบบที่เน้นในแง่ของพื้นฐาน รวมทั้งประสบการณ์ จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของ ADCOM สามารถยืนยงและมีความโดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับมาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ADCOM ประสบความสำเร็จและมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัล PRODUCT OF THE YEAR มากกว่า 25 ชิ้น อีกทั้งยังได้รับรางวัล SPECIAL RECOGNITION CITATIONS จาก AUDIO VIDEO INTERNATIONAL ได้รับรางวัล DIAPASON D’or AWARDS ถึง 3 รางวัล ยังครับ&#8230;ยังไม่หมดครับ ADCOM ยังได้รับรางวัล CONSUMER ELECTRONICS SHOW DESIGN AND ENGINEERING AWARDS อีกถึง 7 รางวัลด้วยกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเกียรติประวัติ อันสำคัญยิ่ง ของ ADCOM อย่างยากจะปฏิเสธ</p>
<p>สำหรับผลงานของ ADCOM ที่มีความโดดเด่นต่อมาได้แก่ GFA-555II, GFA-585 “LIMITED” GFA-5800, GFA-565 MONO BLOCK และ GFA-5802 สำหรับปรีแอมป์ได้แก่ GFP-565 และ GFP-565 และ GFP-750</p>
<p>ถึงแม้เครื่องของ ADCOM จะเป็นที่กล่าวขวัญมาอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับในทางของธุรกิจแล้ว ก็ต้องนับว่า ADCOM เป็นบริษัทที่มีการเปลี่ยนมือมาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เริ่มจากตกเป็นของ CAL หรือ CALIFORNIA AUDIO LABS ในช่วงยุค 90 ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นของ GO VIDEO ในปีค.ศ. 2002 จากนั้นก็ถูกขายต่อให้กับ KLEIN TECHNOLOGY GROUP, LLC ที่มี 3 หนุ่ม คือ DOUG KLEIN จาก GO VIDEO, MATT LYONS จาก POLK AND LYNOS ENGINEERING และสุดท้าย คือ DANIEL DONNELLY จาก CAL (CALIFORNIA AUDIO LABS AND SENSORY SCIENCE) ซึ่งต่อมาในภายหลัง ทั้ง DOUG KLEIN และ MATT LYONS ก็ได้เดินจากไป คงเหลือไว้แต่ DANIEL DONNELLY เท่านั้น</p>
<p>หลังจากนั้น ADCOM ก็ตกเป็นของ EMERSON RADIO CORP. ในช่วงปีค.ศ. 2008 ซึ่ง EMERSON RADIO CORP. เอง ถือว่าเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของห้าง WAL-MART ในอเมริกา ในช่วงนั้นมีข่าวออกมาว่า ADCOM เอง กำลังมีโครงงานที่จะทำการปัดฝุ่นเพาเวอร์แอมป์ GFA-555 ใหม่ รวมทั้งปรีแอมป์ รุ่น GFP-750 MK II เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี (25<sup>th</sup> ANNIVERSARY) แต่แล้วข่าวคราวก็กลับเงียบหายไป จากนั้นไม่นานก็มีข่าวว่า ADCOM ได้ตกเป็นของ QUALITY TECHNOLOGY ELECTRONICS CO., LTD ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัท QUALITY TECHNOLOGY ELECTRONICS AMERICA, INC. (QTE) ซึ่งมีสำนักงาน (HEADQUARTER) อยู่ในเมืองไทยด้วยมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับ เอ็นจิเนียร์คนสำคัญของ ADCOM หาใช่ใครอื่นไม่ แต่ยังคงเป็น DANIEL DONNELLY ซึ่งดำรงตำแหน่ง CORPORATE PRESIDENT ที่ ADCOM, LLC อีกทั้งยังดำรงตำแหน่ง ELECTRONICS DEVELOPMENT, DESIGN, ENGINEERING &amp; MANUFACTURING ที่ SEDONA, HAWAII eeWORKS, LLC อีกด้วย</p>
<p>ปัจจุบัน ADCOM ยังมีผลงานที่มีวางจำหน่ายอยู่ ได้แก่ เพาเวอร์แอมป์ รุ่น GFA-6002 และ GFA-5500 สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งจะเปิดตัวในเวลาไม่นานมานี้ ได้แก่ GFA-555SE ซึ่งถือว่าเป็นการกลับมาอีกครั้งของเพาเวอร์แอมป์คลาสสิกในระดับตำนานอย่าง GFA-555 ในอดีต ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และเพาเวอร์แอมป์รุ่นพี่อย่าง GFA-565SE</p>
<p style="text-align: center;"><b> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070890.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-999" alt="P1070890" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070890-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></b></p>
<p><b>ADCOM</b><b> </b><b>GFA-565SE</b></p>
<p>จริงๆ แล้วทาง ADCOM ได้เคยออกเพาเวอร์แอมป์ ที่มีเลขรหัส รุ่น 565 มาก่อนหน้านี้ ตามที่เรียนให้ทราบในตอนต้น ซึ่งก็คือ GFA-565 MONOBLOCK POWER AMPLIFIER เพาเวอร์แอมป์แบบโมโนบล็อกที่มีกำลังขับ 300 วัตต์/ข้าง ถือได้ว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่มีขนาด และกำลังขับที่ใหญ่ที่สุดของ ADCOM ในขณะนั้น มาคราวนี้ ADCOM ได้เปิดตัวเพาเวอร์แอมป์ตัวใหม่ แต่ใช้เลขรหัส 565SE คงจะมีนัยยะสำคัญในแง่ของความเป็นแอมป์รุ่นใหญ่ หรือไม่ก็เป็นการ “ต่อยอด” หรือปรับปรุงมาจาก GFA-565 ในอดีต แต่ครั้งนี้ GFA-565SE เป็นเพาเวอร์แอมป์แบบ 2 แชนแนลสเตอริโอแทน</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070877.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-996" alt="P1070877" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070877-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b>รูปลักษณ์และการออกแบบ</b><b></b></p>
<p>ADCOM ยังคงรักษารูปร่างหน้าตา อันแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ ADCOM เอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวาจริงๆ นักเล่นท่านใดเคยเห็นเพาเวอร์แอมป์ของ ADCOM มาบ้าง เมื่อได้เห็น GFA-565SE ก็จะทราบได้ทันทีว่า นี่คือ เพาเวอร์แอมป์ของ ADCOM ไม่ผิดตัวเป็นแน่</p>
<p>รูปร่างของ ADCOM GFA-565SE ยังคงดูบึกบึนขึงขัง สมกับที่เป็นแอมป์รุ่นใหญ่จริงๆ ด้วยขนาดของเครื่องที่ใหญ่ มีแผงระบายความร้อนตลอดแนวด้านข้างทั้ง 2 ด้าน แผงหน้าขึ้นรูปจากอะลูมิเนียมมีเส้นวางตัวในแนวนอนตั้งแต่ด้านบนลงมา กินพื้นที่ 3 ใน 5 บริเวณของหน้าแผงหน้าทั้งหมด โดยที่ส่วนล่างจะเป็นผิวเรียบ 2 ใน 5 ตามแบบฉบับการออกแบบเพาเวอร์แอมป์ของ ADCOM ที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่นที่จดจำได้ง่ายยิ่ง</p>
<p>สวิตช์เปิด/ปิดเครื่องจะวางตัวอยู่ทางด้านซ้ายล่าง สำหรับทางด้านขวาจะมี LED ไฟสีแดง 3 ดวงด้วยกัน 2 ดวงในนั้นจะมีตัวหนังสือกำกับว่า HIGH CURRENT POWER AMP INSTANTANEOUS ALERT สำหรับแชนแนลซ้ายและขวา ซึ่งไฟทั้ง 2 จะสว่างขึ้น (จะเป็นเพียงดวงหนึ่ง หรือสองดวงก็ได้) เมื่อแอมป์ถูกขับจนมีความเพี้ยนเกิน 1% สำหรับดวงไฟ LED จะเป็น THERMAL PROTECTION ดวงไฟ LED จะสว่างขึ้นเมื่อขึ้นเมื่อทรานสฟอร์เมอร์ถูกใช้งานอย่างหนักจนเกิดความร้อนที่มีอุณหภูมิเกิน 125 °c หรือเมื่อแผงระบายความร้อนของแชนแนลซ้ายหรือขวา มีความร้อนเกินระดับอุณหภูมิที่กำหนดไว้ วงจรป้องกันก็จะทำงานโดยการตัดการทำงานของเพาเวอร์แอมป์โดยอัตโนมัติ ต่อเมื่ออุณหภูมินั้นลดลงระดับลงสู่ภาวะปกติ เพาเวอร์แอมป์ก็จะกลับมาทำงานตามปกติอีกครั้ง สำหรับครีบระบายความร้อนขนาดใหญ่ทั้ง 2 ข้าง จะมีการลบเหลี่ยมมุม เพื่อไม่ให้มีขอบคมๆ ให้เสียวมือ ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตามในยามที่จะยกหรือเคลื่อนย้าย GFA-565SE ก็ควรจะระมัดระวังไว้บ้างครับ</p>
<p>แผงหลังของ GFA-565SE จะมีขั้วต่ออินพุทมาให้ทั้งแบบ RCA และแบบ BALANCED XLR มาให้ โดยที่สามารถจะเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยการโยกสวิตช์เลือกสัญญาณอินพุทตามต้องการ นับว่ามีความสะดวกและคล่องตัวดี สำหรับขั้ว RCA จะเป็นแบบชุบทองอย่างดี GFA-565SE ยังมีสวิตช์คันโยกเพื่อเลือกการใช้งานแบบสเตอริโอ 2 แชนแนล หรือโมโนแบบ BRIDGED MONO ที่จะทำให้ GFA-565SE มีกำลังขับถึง 700 วัตต์ เลยทีเดียว</p>
<p>GFA-565SE จะมีขั้วลำโพง แบบไบดิ้งโพสต์ 5 ทาง ชุบทองมาให้เพียง 1 ชุด ขั้วต่อลำโพงนั้นมีตัวขันเป็นพลาสติกที่มีขนาดเล็ก และถูกจัดวางไว้ใกล้กันตามมาตรฐาน จึงทำให้การจับเพื่อขันยึด ทำได้ไม่ค่อยถนัดมือนัก ดังนั้นการใช้งานจริงควรจะทำการตรวจสอบความแน่นหนาทุกครั้งเพื่อความสบายใจนะครับ สำหรับปลั๊ก IEC เป็นแบบ 3 ขา มีกราวด์สามารถถอดเปลี่ยนสายไฟ AC ได้</p>
<p>สำหรับการจัดวางภายในนั้น GFA-565SE ได้หันกลับไปใช้แนวทางในการจัดวางวงจรคล้ายกันกับ GFA-555 และ GFA-565 MONOBLOCK ในอดีต โดยใน GFA-565SE นั้นได้จัดวางหม้อแปลงแบบเทอรอยด์ ขนาดใหญ่ 700 WATT ที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษสามารถจ่ายกระแสไฟได้สูงถึง 1800 VA ไว้ทางด้านหน้าเครื่องทำงานร่วมกับคาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่ของ LELON ค่าความจุ 18,000 UF 100 V จำนวน 4 ตัว สำหรับภาคอินพุทนั้น ใน GFA-565SE เลือกใช้ OPAMP ของ JRC เบอร์ NE 5534 D ทำงานร่วมกับ OPAMP ของ LINEAR TECHNOLOGY LT 1006 รับสัญญาณอินพุททั้งในแบบ RCA และ BALANCED XLR สำหรับในภาคไดร์ฟและภาคเอาท์พุทนั้น ทาง ADCOM เลือกใช้วงจรแบบ TRIPLE-DARLINGTON CONFIGURATION เพื่อให้เกิดความมั่นใจในว่าการทำงานของวงจรจะมีประสิทธิภาพในการจ่ายกระแสได้อย่างมั่นคง มีความต่อเนื่องต่อความต้องการของโหลดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยไม่มีผลกระทบจากเฟส (PHASE) หรือ กระแส (CURRENT) แต่อย่างใด</p>
<p>GFA-565SE ยังได้เลือกใช้การออกแบบวงจรที่เรียบง่ายโดยเน้นให้สัญญาณเดินทางสั้นและผ่านอุปกรณ์น้อยชิ้น โดยออกแบบวงจรแบบ “DIRECT-COUPLED CIRCUITRY” ตั้งแต่ภาคอินพุทจนถึงเอาท์พุทรวมทั้งสัญญาณ FEEDBACK  LOOP ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียความบริสุทธิ์ของสัญญาณ ที่เกิดจากการใช้คาปาซิเตอร์ดัปปลิ้งสัญญาณ อีกทั้งยังมีวงจร  DC-SERVO CIRCUIT เพื่อปรับไฟ DC-OFFSET VOLTAGE ที่เอาท์พุทของขั้วลำโพงให้มีค่าต่ำที่สุด เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่มีความเพี้ยนแบบ LOW-FREQUENCY DISTORTION ที่จะทำให้สัญญาณที่วูฟเฟอร์มีความคลาดเคลื่อน แต่ทำงานได้อย่างถูกต้องและมีความเที่ยงตรงสูง</p>
<p>ใน GFA-565SE ยังมีความโดดเด่นที่ทาง ADCOM ได้เลือกใช้วงจรในการปรับอัตราไบแอสกระแสไฟเลี้ยงสำหรับภาคไดร์ฟ TRIPLE-DARLLINGTON และภาคเอาท์พุทแบบอัตโนมัติ ที่ทาง ADCOM เรียกว่าวงจร THERMAL AND DYNAMIC TRACKING ซึ่งวงจรดังกล่าวจะปรับอัตราไบแอสตามสภาพการทำงานจริงๆ ตัดปัญหาความสิ้นเปลืองของกระแสไฟที่จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความร้อน โดยไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้น GFA-565SE ถึงแม้จะมีกำลังขับที่สูงแต่ตัวเครื่องและครีบระบายความร้อน จะมีอุณหภูมิที่อุ่นๆ เท่านั้น</p>
<p>สำหรับในภาคเอาท์พุท GFA-565SE เลือกใช้ทรานซิสเตอร์เอาท์พุทแบบ TO-3 ไบโพล่าร์ ตัวถังเป็นเหล็กแบบจานบิน MJ15024 และ MJ15025 จำนวน 5 คู่ (10 ตัว)/ข้าง โดยที่เพาเวอร์ทรานซิสเตอร์แต่ละตัวสามารถจะจ่ายกระแสได้สูงถึง 16 AMPERE ทาง ADCOM ยังได้ให้ความสำคัญกับการจ่ายกระแสได้เต็มที่ แบบไม่มีการอั้น หรือจำกัดแต่อย่างใด จึงไม่มีการใช้วงจรป้องกัน หรือวงจร Current Limiting Circuitry ที่อาจจะมีส่วนในการลดทอนคุณภาพสัญญาณแบบที่มักนิยมใช้กันในแอมปลิไฟเออร์ในยุคปัจจุบันแต่อย่างใด</p>
<p>การเดินสายภายในเป็นแบบจุดต่อจุด หรือ Point-To-Point สายวายริ่งภายในเป็นสายแบบ OFC (Oxegen-Free-Copper) อุปกรณ์ภายในได้ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ทั้งคาปาซิเตอร์ของ Rubycon, Elna Cerafine และรีซิสเตอร์แบบเมทัลฟิล์ม ภายในถูกออกแบบเพื่อให้มีการถ่ายเทของอากาศที่ดี (Greater Cooling Efficiency) สเปคของ ADCOM GFA-565 SE มีดังนี้</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070880.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-997" alt="P1070880" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070880-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b>Specifications</b></p>
<p>Power Rating (To FTC Requirements) 250 Watts continuous average power into 8 ohms at any frequency between 20Hz and 20kHz with both channels driven at less than 0..04% THD.<br />
350 Watts continuous average power into 4 ohms at any frequency between 20Hz and 20khz with both channels driven at less than 0.05% THD. *<br />
700 Watts continuous average power into 8 ohms at any frequency between 20Hz and 20kHz at less than 0.1% THD, bridged. *<br />
IM Distortion (SMPTE)<br />
1 watt to 250 watts into 8 ohms 0.009%<br />
1 watt to 350 watts into 4 ohms 0.009%<br />
IM Distortion (CCIF, Any Combination from 4kHz to 20kHz)<br />
250 watts into 8 ohms 0.002%<br />
350 watts into 4 ohms 0.003%<br />
THD + Noise at 250 watts into 8 Ohms (Typical)<br />
20Hz 0.008%, 1kHz 0.004%, 10kHz 0.006%, 20kHz 0.010%<br />
THD + Noise at 350 watts into 4 Ohms (Typical)<br />
20Hz 0.009%, 1 kHz 0.004%, 10kHz 0.015%, 20kHz 0.025%<br />
IM Distortion, Bridged (SMPTE)<br />
1 watt to 700 watts into 8 ohms 0.05%<br />
IM Distortion (CCIF, Any Combination from 4kHz to 20kHz)<br />
700 watts into 8 ohms 0.005%<br />
THD + Noise at 400 watts into 8 Ohms, Bridged (Typical)<br />
20Hz 0.001%, 1kHz 0.004%, 10kHz 0.02%, 20kHz 0.04%<br />
Frequency Response @ I Watt into 8 Ohms 10Hz to 20kHz +0, -0.25dB<br />
Power Bandwidth (-3dB) 5Hz to 100kHz<br />
Dynamic Headroom Into 4 Ohms (1.7dB typical) 2.5dB*<br />
Signal to Noise Ratio,”A” Weighted 250 watts into 8 ohms 110dB<br />
Gain 27dB<br />
Input impedance 10k ohms balanced; 100k ohms unbalanced<br />
* With supplemental cooling system. 14<br />
Input Sensitivity 250 watts into 8 ohms 12.1V rms, 1 watt into 8 ohms 130mV rms<br />
Damping Factor 2OHz to 2OkHz 800<br />
Rise Time 5kHz, 90V peak-to-peak square wave, 20% to 80% 2.3ƒÊS<br />
Power Consumption (Continuous, Both Channels Driven) Quiescent 88VA, Maximum 1800VA<br />
250 watts into 8 ohms 835VA, 350 watts into 4 ohms 1350VA, 700 watts into 8 ohms, bridged 1550VA<br />
Power 120VAC.50/60Hz<br />
Chassis Dimension 6-3/4h (172mm) x 17w (432mm) x 13-7/16d (340mm)<br />
Maximum Dimensions 7-1/4h (185mm) x 17w (432mm) x 14-3/16d (360mm)<br />
Weight 51 lbs. (23kg)<br />
Weight, Packed 55 lbs. (25kg)</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070891.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1000" alt="P1070891" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070891-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b>ผลการทดลองฟัง</b><b></b></p>
<p>เนื่องจาก ADCOM GFA-565 SE มีเวลามาอยู่กับพวกเรานานพอสมควร จึงมีโอกาสได้ทดลองฟังในหลายแง่มุม ถึงแม้ตัว GFA-565 SE จะผ่านการใช้งานมาแล้ว แต่กับเพาเวอร์แอมป์กำลังขับสูงๆ อย่างนี้ ก็ไม่ควรประมาท พวกเราได้ใช้งาน GFA-565 SE<b> </b>จนพร้อมจึงนำเข้าห้องฟังเพื่อสรุปผลกัน อุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังประกอบด้วย</p>
<p>เครื่องเล่นซีดี :                 MARANTZ CD17 (CLOCK II)</p>
<p>MARANTZ CD11 MK II (CLOCK II)</p>
<p>ปรีแอมป์ :                     ADCOM GFP-750</p>
<p>ลำโพง :                       XAV SMALL ONE CLASSIC</p>
<p>XAV PATRIOT SE</p>
<p>B&amp;W 805S</p>
<p>XAV ROBIN MT</p>
<p>สายนำสัญญาณ :            VAMPIRE AI-II (RCA, BALANCED XLR)</p>
<p>VAN DEN HUL ‘THE FIRST ULTIMATE’ (RCA)</p>
<p>VAN DEN HUL ‘THE SECOND’</p>
<p>(BALANCED XLR)</p>
<p>สายลำโพง :                   VAMPIRE ST-II</p>
<p>สายไฟ AC :                XAV XAC#5, MUSIC MUSE ‘THE PROTOTYPE’ AC CABLE</p>
<p>ฟิวส์ :                         MUSIC MUSE V2</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ห้องฟังขนาด 4 x 8 เมตร ได้รับการปรับแต่งอะคูสติกมาอย่างดี พวกเราแบ่งการฟังออกเป็น 2 คาบด้วยกัน โดยในคาบแรกเราจะฟัง GFA-565 SE ด้วยการเชื่อมต่อกับปรีแอมป์ GFA-750 ด้วยสายนำสัญญาณแบบ RCA และในคาบหลังจึงฟังกันด้วยสายนำสัญญาณแบบ BALANCED XLR</p>
<p>คงจะมีนักเล่นนักฟังไม่น้อยที่คาดหวังว่า เมื่อฟังเพาเวอร์แอมป์ตัวใหญ่ๆ ที่มีกำลังขับมากๆ อย่าง GFA-565 SE ที่มีกำลังขับถึง 250 วัตต์ต่อข้างนั้น จะต้องให้เสียงที่กระหึ่งเต็มห้อง น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพละกำลังมหาศาล มีเบสที่ลงได้ลึก สะเทือนสะท้านไปทั้งห้อง ยิ่งกับชื่อเสียงที่ทาง ADCOM ได้ฝากไว้กับ GFA-555 ในอดีตด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแต่จะเป็นดังที่คาดเอาไว้หรือไม่ เรามาลองติดตามกันครับ</p>
<p>คณะลูกขุนของเรา เริ่มต้นกันด้วยเพลงร้องที่คุ้นเคยไม่ว่าจะเป็นคุณป้า CAROL KIDD (NICE WORK) ตามมาด้วยเสียงร้องของ REBECCA PIDGEON (THE RAVEN) จนถึง CLAIR MALO (LET IT GO) สลับสับเปลี่ยนมาเป็น JOHN MICHAEL MONTGOMERY (KICKIN’ IT UP) และ COLLIN RAYE (LOVE SONGS) ก็แล้ว เหล่าคณะลูกขุนก็ยังคงเงียบเชียบเหมือนกับว่ากลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากยังไงยังงั้นยังคงจดจ่อเหมือนกับจะปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยไปกับเสียงเพลงเมื่อสอบถามว่าคิดเห็นอย่างไรกับ GFA-565 SE ลูกขุนท่านหนึ่งนั่งอยู่นานกว่าจะตอบง่ายๆ สั้นๆ ว่า “ดี&#8230;ฟังได้เพลินดีจริงๆ” เมื่อหันไปสบตากับลูกขุนท่านอื่นๆ แต่ละท่านก็แสดงอาการลังเลที่จะชี้ชัดหรือแสดงความเห็นใดๆ ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ต้องบอกว่านี่เป็นอาการที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก หรืออาจจะบอกได้ว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ! ดูท่า GFA-565 SE จะหว่านเสน่ห์หรือมนต์เพลงแห่งดนตรีให้กับเหล่าคณะลูกขุนของเราเข้าให้แล้ว&#8230;เห็นทีจะต้องแตะเบรกแบบสะดุดอารมณ์กันสักนิดด้วย เสียงร้องของ JACINTHA (HERE’S TO BEN) ซึ่งก็ต้องนับว่าได้ผล คณะลูกขุนเริ่มขยับตัว พร้อมกับมีสมาธิในการฟังมากขึ้น ลูกขุนมือเก๋าของเราเสนอขอฟังเสียงร้องระดับอาจารย์แม่ อย่าง AMANDA MCBROOM (SHEFFIELDLAB CD-13) เพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่างและบังเอิญเป็นแผ่นที่ตรงใจที่จะนำเสนอในอันดับถัดไปอย่างพอดิบพอดีแบบไม่ได้นัดหมาย  หลังจากที่บทเพลง AMANDA ถูกบรรเลงได้ไม่นาน GFA-565SE ก็แสดงตัวตนออกมาได้เด่นชัดมากขึ้น ความคิดเห็นต่อ GFA-565 SE ก็ถูกนำเสนอออกมาอย่างเป็นลำดับ</p>
<p>เริ่มจาก GFA-565 SE ให้สมดุลเสียงที่ราบเรียบดีเป็นพิเศษ ตามมาด้วย ADCOM มาให้มาดใหม่เป็นแอมป์ที่สุขุม นุ่มลึกดี อีกท่านชมว่าเสียงกลางของ GFA-565 SE นั้น มีรายละเอียดที่ดี มีความสดใสที่ไม่ขาดไม่เกิน มีความลงตัวดี ฟังเพลินดีแต๊&#8230;แต๊ สำหรับลูกขุนคอเบสของเราดูจะผิดหวังเล็กน้อย หุ่นอย่างงี้ น่าจะดุดดัน และหนักแน่นกว่านี้ ปิดท้ายด้วยลูกขุนมือเก๋า ประจำคณะที่กล่าวชมว่า GFA-565 SE เป็นเพาเวอร์แอมป์ชั้นดีทีเดียว สามารถแสดงความแตกต่างของบทเพลงที่ถูกบันทึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา ฟังออกได้อย่างชัดเจน ใครที่คิดว่าเพาเวอร์แอมป์นั้นฟังความแตกต่างทางน้ำเสียงได้ยาก ต้องลองมาฟัง ADCOM GFA-565 SE ดูแล้วจะเข้าใจ</p>
<p>ในคาบที่สองเมื่อเปลี่ยนสายนำสัญญาณมาเป็นแบบ BALANCED XLR, ADCOM GFA-565 SE ก็ถ่ายทอดน้ำเสียงที่มีความสดใส แยกแยะรายละเอียดได้ดีขึ้นพร้อมกับแสดงตำแหน่งและโฟกัสได้ชัดเจนขึ้น การจัดวางและเวทีก็มีสัดส่วนที่ลงตัวกว่าเดิม คณะลูกขุนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าการต่อสายนำสัญญาณแบบ BALANCED XLR นั้นให้คุณภาพเสียงโดยรวมที่ดีกว่า&#8230; ฟันธงครับ ก่อนจาก GFA-565 SE ยังมีประเด็นติดค้างในเรื่องของเบสที่ลูกขุนมือเก๋าประจำคณะรู้สึกคาใจอยู่ไม่น้อย แหม&#8230;ถ้าได้ลำโพงที่ใหญ่กว่านี้ เบสต่ำๆน่าจะดีกว่านี้ สำหรับผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน จึงรับปากว่าถ้าได้ลองแล้วผลเป็นอย่างไรจะเรียนให้ทราบในภายหลัง</p>
<p>เมื่อคณะลูกขุนสลายตัว ก็ได้เวลาเก็บตก GFA-565 SE อีกทีอันดับแรก ต้องยอมรับว่า ADCOM GFA-565 SE แม้จะมีรูปร่างหน้าตาที่ดูบึกบึน ขึงขังพร้อมกับพละกำลังวัตต์ที่มาก แต่เมื่อได้ฟังจริงๆ แล้ว GFA-565 SE กลับมาในมาดที่สุขุม น้ำเสียงสุภาพเรียบร้อยเกินกว่าที่คาดเอาไว้จริงๆ เมื่อลองนึกย้อนหลังไปเปรียบเทียบกับ GFA-555 ที่มีโอกาสได้ฟังผ่านไปเมื่อนานหลายปีแล้ว GFA-555 จะให้น้ำเสียงที่อิ่ม รู้สึกถึงพละกำลังที่แสดงออกมาทางน้ำเสียงได้อย่างเด่นชัด สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ในเวลาอันสั้น สำหรับเสียงแหลมนั้น GFA-555 ก็ฟังดูมีสีสันที่แพรวพราวกว่า เปิดเผยกว่า เรียกร้องความสนใจได้ดีกว่าเช่นกัน</p>
<p>แต่กับ GFA-565 SE นั้นกลับเลือกแนวทางที่สุขุมกว่ามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ไม่คึกคะนองในแบบวัยรุ่นแบบ GFA-555 ในอดีต จะว่าไปแล้ว GFA-565SE กลับมีแนวทางของเสียงที่ละม้ายคล้ายกับ ADCOM GFA-5800 และ GFA-5802 มากกว่า  ซึ่งโดยรวมแล้วส่งผลให้ GFA-565 SE นั้นฟังได้เพลินกว่า ยิ่งฟังนานเข้ายิ่งน่าฟังมากยิ่งขึ้น ในความสุขุมและเรียบร้อยของ GFA-565 SE นั้นใช่ว่าน้ำเสียงจะจืดชืดจนไร้อารมณ์ก็หาไม่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นคณะลูกขุนคงเผลอหลับกัน หรือคงอดรนทนฟังกันได้ไม่นานเป็นแน่ แต่ GFA-565 SE สามารถที่จะนำเสนอน้ำเสียงที่มีความสมดุลได้ดีเป็นพิเศษ เสียงร้องของป้า CAROL KIDD ฟังดูมีชีวิตชีวา น้ำเสียงมีความสะอาด เกลี้ยงเกาที่แฝงไว้ด้วยความใสที่ดี แยกแยะรายละเอียดได้อย่างพอเหมาะพอดี ไม่พยายามจะแจกแจงรายละเอียดแบบเปิดเผยชัดเจนในทุกรายละเอียด และก็ไม่พยายามจะทำเสียงกลางๆ ให้นุ่มหนา มีตัวตนจนเกินงาม แต่กลับแฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลอยู่ในที นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เหล่าคณะลูกขุนเพลิดเพลินจนรู้สึกลังเลที่จะแสดงความเห็นในเรื่องเสียงของ GFA-565 SE ในทันทีที่ฟัง (CAROL KIDD : NICE WORK)</p>
<p>ในย่านเสียงแหลมนั้น GFA-565 SE ถ่ายทอดตัวโน้ตหลักออกมาอย่างจะแจ้งเด่นชัด มีรายละเอียดที่ดีพอประมาณ เสียงแหลมฟังดูสะอาด ปลายเสียงแหลมจะเรียวบางลงตามลำดับ และไม่ทอดตัวออกไปไกลนัก เป็นเสียงแหลมที่ไม่กร้าว หรือกระด้างจัดแต่อย่างใด จริงๆ แล้ว GFA-565 SE กลับจะให้เสียงแหลมที่ติดไปทาง ‘อมหวาน’ ซะด้วยซ้ำ (OPUS 3: LARS ERSTRAND AND FOUR BROTHERS)</p>
<p>GFA-565 SE ให้เสียงในย่านอัพเปอร์เบสที่นุ่ม แต่แน่นเปรี๊ยะ มีจังหวะที่กระฉับกระเฉง ถ่ายทอดการย้ำเน้นที่มีน้ำหนักอย่างโดดเด่น มีพลังแฝงที่เต็มเปี่ยมไม่มีการรอมชอม หรืออั้นตื้อแต่อย่างใด เพียงแต่ GFA-565 SE ยังคงรักษาสมดุลเสียง และความราบเรียบไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา ไม่พยายามจะยกหรือเน้นเบสให้ยิ่งใหญ่แบบตื่นตาตื่นใจ จึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า GFA-565 SE นั้นให้เสียงที่สุภาพจนเกินเหตุ มีอาการแผ่วปลาย ไร้เบสต่ำๆ อย่างที่ควรจะเป็น และนี่คือประเด็นที่ยังคาใจคณะลูกขุนบางท่าน พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยในเรื่องของขนาดลำโพงที่ฟังกันในวันนั้น</p>
<p>เพื่อไขข้อข้องใจที่ค้างคา และเพื่อพิสูจน์ถึง ‘พละกำลัง’ ที่แท้จริงของ GFA-565 SE จึงต้องหาลำโพงที่”ถึง” และใหญ่พอมาลองดู สุดท้ายก็ได้ลำโพง XAV ROBIN MT ซึ่งเป็นลำโพงแบบ 3 ทาง วางพื้นที่มีวูฟเฟอร์ 8” ที่มีระบบ BASS LOADING แบบ TRANSMISSION LINE ผสมผสานกับหลักการ ACOUSTIC PRESSURE GRADIENT สามารถให้เบสที่ต่ำลึกถึง 35 Hz (-3 dB) คราวนี้ ADCOM GFA-565 SE ก็เหมือนกับคนที่ได้ทำงานที่ตัวเองมีความถนัดเสียที  ถึงแม้ว่ารายละเอียดของเบสต่ำๆจะมีแบบพอประมาณ แต่ GFA-565 SE ก็ถ่ายทอดพละกำลังของเบสที่ลงได้ลึกจริงๆ สัมผัสฟังได้ถึงแรงปะทะพร้อมกับน้ำหนักที่เดินทางมายังจุดนั่งฟัง รวมทั้งแรงกระพือของประตูด้านหลังที่ส่งเสียงดังออกมาเป็นระยะๆ ตามการทิ้งตัวของเบสที่หนักหน่วงและแน่นจริงๆ หมดข้อกังขาที่ค้างคาใจไปโดยปริยายครับ</p>
<p>สมรรถนะทางด้านอิมเมจนั้น GFA-565 SE จะนำเสนออิมเมจที่ใหญ่กว่าปกติ แต่ซาวด์สเตจจะวางวงถอยลึกลงไปกว่าแนวระนาบของลำโพงเล็กน้อย (LAID BACK) สัดส่วนของรูปวงมีทั้งความกว้าง และความลึกที่เหมาะสมลงตัว สำหรับตำแหน่งของชิ้นดนตรีต่างๆ ก็มีความมั่นคง และนิ่ง ไม่วูบวาบแม้จะเร่งระดับความดังขึ้นไปมากก็ตาม นี่เป็นข้อดีของแอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆและได้รับการออกแบบมาอย่างดีจ่ายกระแสได้อย่างเต็มที่ มีความต่อเนื่องโดยไม่มีการจำกัดแต่อย่างใด</p>
<p>สำหรับการใช้งาน GFA-565 SE ด้วยสายนำสัญญาณแบบ BALANCED XLR นั้น น้ำเสียงจะมีความสดใสที่มาพร้อมกับรายละเอียดที่มากขึ้น เนื้อเสียงจะฟังดูเหมือนบางลง แต่กลับมีความมั่นคงเพิ่มขึ้น สัดส่วนของอิมเมจที่มีขนาดใหญ่ในโหมด RCA กลับถูกลดขนาดลงจนมีความเหมาะสม และเข้ารูปเข้ารอยดีขึ้นกว่าเดิม มีโฟกัสที่ชัดเจนขึ้น ซาวด์สเตจจะถูกขยายตัวออกทั้งในด้านกว้างและลึก มีความสงัดมากขึ้น ทำให้สัมผัสได้ถึงช่องว่างระหว่างดนตรีที่กระจ่างชัดมากขึ้นกว่าเดิม มีการควบคุมเบสที่ดีกว่า ถ่ายทอดน้ำหนักและความหนักแน่นได้ดีกว่า แม้สปีดของดนตรีจะช้าลงอยู่บ้างเล็กน้อยก็ตาม จึงขอแนะนำการใช้งาน GFA-565SEด้วยสายนำสัญญาณแบบ BALANCED XLR จะเหมาะสมและมีคุณภาพเสียงโดยรวมที่ดีกว่าครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>สรุป</b><b></b></p>
<p>GFA-565 SE จาก ADCOM ในปีพ.ศ.นี้ ต้องถือว่าเป็นการกลับมาอีกครั้งของ ADCOM หลังจากที่เงียบหายไปพักใหญ่จนนึกว่า ADCOM คงจะถอดใจจากการแข่งขันในระบบสเตอริโอ 2 แชนแนล และมุ่งเน้นแต่เฉพาะกับระบบโฮมเธียเตอร์แบบมัลติแชนแนลแต่เพียงอย่างเดียว การกลับมาในครั้งนี้ของ ADCOM นั้นอาจถือได้ว่าเป็นงานที่จะต้องสานต่อผลงานที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มาจากผลงานและชื่อเสียงของ ADCOM ที่ผ่านการสั่งสมมาอย่างยาวนานในอดีตซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงที่ท้าทายและยากลำบากไม่ใช่น้อย แต่ GFA-565 SE จาก ADCOM ก็สามารถพิสูจน์ตนเองด้วยการแสดงสมรรถนะในทุกๆ ด้านออกมาได้ดี ในหลายแง่มุมซึ่งขยับเข้าไปใกล้เพาเวอร์แอมป์ชั้นเยี่ยมในระดับไฮเอนด์ที่มีราคาจำหน่ายสูงกว่ามากได้อย่างน่าสนใจในระดับหนึ่ง อีกทั้งเมื่อคำนึงถึงราคาค่าตัวของ GFA-565 SE ที่อยู่ในระดับไม่เกิน 70,000 บาทด้วยแล้ว ต้องนับว่า ADCOM GFA-565 SE เป็นเพาเวอร์แอมป์ที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคาที่น่าสนใจจนเกินกว่าจะมองข้ามไปได้ง่ายๆ ครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ขอขอบคุณ หจก.เคเอสเวิล์ด โทร. 0-2256-9919 ที่เอื้อเฟื้อเครื่องมาให้ทดสอบในครั้งนี้</b></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/articles/adcom-gfa-565se/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>INCRECABLE iAMP TIA-240 SE</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/articles/increcable-iamp-tia-240-se/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/articles/increcable-iamp-tia-240-se/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Mar 2013 15:56:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=981</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ INCRECABLE เปิดตัวในบ้านเรา ด้วยสายดิจิตอล, สายนำสัญญาณ, สายไฟเอซี, สายลำโพง รวมทั้งสาย HIGH-SPEED HDMI ในปีพ.ศ. 2553 ตามมาด้วย อินทีเกรทแอมป์หลอด รุ่น iAMP TIA-240 ที่สามารถสร้างความประหลาดใจ และประทับใจให้กับพวกเราได้ไม่น้อยในปี พ.ศ.2554  จากนั้นก็เป็น อินทีเกรทแอมป์หลอดรุ่นพี่อย่าง iAMP TIA-260 ชื่อเสียงของ INCRECABLE ก็เป็นที่รู้จักในหมู่นักเล่นนักฟังในบ้านเราอย่างแพร่หลาย ที่น่าสนใจกว่าก็คือ INCRECABLE นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070786.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-982" alt="P1070786" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070786-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>หลังจากที่ INCRECABLE เปิดตัวในบ้านเรา ด้วยสายดิจิตอล, สายนำสัญญาณ, สายไฟเอซี, สายลำโพง รวมทั้งสาย HIGH-SPEED HDMI ในปีพ.ศ. 2553 ตามมาด้วย อินทีเกรทแอมป์หลอด รุ่น iAMP TIA-240 ที่สามารถสร้างความประหลาดใจ และประทับใจให้กับพวกเราได้ไม่น้อยในปี พ.ศ.2554  จากนั้นก็เป็น อินทีเกรทแอมป์หลอดรุ่นพี่อย่าง iAMP TIA-260 ชื่อเสียงของ INCRECABLE ก็เป็นที่รู้จักในหมู่นักเล่นนักฟังในบ้านเราอย่างแพร่หลาย ที่น่าสนใจกว่าก็คือ INCRECABLE นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร</p>
<p>ถ้าจะว่าไปแล้ว INCRECABLE ถือได้ว่าเป็นแบรนด์น้องใหม่มาจากสหรัฐอเมริกา มีชื่อเป็นทางการว่า INCRECABLE ACOUSTIC LABORATORY มีถิ่นฐานอยู่ในเมือง SEATTLE INCRECABLE ก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีที่มาแตกต่างกัน จากหลายสาขาอาชีพ บางคนเคยเป็นถึงหัวหน้าทีมงานพัฒนาและวิจัยมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี บางคนทำงานอยู่เบื้องหลังงานแสดงคอนเสิร์ต ทั้งวงคลาสสิกและแจ๊สมาแบบมืออาชีพ แต่ด้วยลักษณะการบริหารงานแบบองค์กรใหญ่ ซึ่งมีกรอบและข้อจำกัดที่ทำให้บุคคลต่างๆ เหล่านี้ อยากจะทำอะไรที่แตกต่าง จึงได้ตัดสินใจหันหลังพร้อมกับก้าวออกมาเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตามที่ได้ตั้งใจ และมุ่งมั่นไปในแนวทางที่ตนได้เลือกเดิน</p>
<p>บุคคลเหล่านี้ได้รวมตัวกันในปีค.ศ. 1992 และได้ก่อตั้ง INCRECABLE ACOUSTIC LABORATORY COMPANY ขึ้น โดยมีจุดหมายที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณภาพและความประณีต ควบคู่ไปกับการพัฒนาและวิจัย เพื่อคุณภาพเสียงที่เป็นเลิศ ที่มาพร้อมกับแนวคิดใหม่ๆ ที่เปิดกว้าง สำหรับคีย์แมนคนสำคัญของ INCRECABLE นั้นก็คือ MR.D’SHOW COLLINS ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ INCRECABLE แต่สำหรับทางสมาชิกคนอื่นๆ นั้นทาง INCRECABLE ขอสงวนไว้ไม่ยอมเปิดเผยแต่อย่างใด สำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนั้น ถูกออกแบบ คัดสรรอุปกรณ์ ผลิต และตรวจสอบ โดยทีมงานของ INCRECABLE เองทั้งหมด สำหรับฝ่ายการตลาดในแถบเอเชียนั้น อยู่ในความดูแลและรับผิดชอบโดย MR.DYSON LAI ซึ่งมีออฟฟิศอยู่ที่ฮ่องกง</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070862.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-987" alt="P1070862" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070862-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b>iAMP TIA-240SE</b></p>
<p>แรกเริ่มเดิมทีนั้นทาง INCRECABLE มีอินทีเกรทแอมป์หลอดออกมาด้วยกันเพียงแค่ 2 รุ่น คือ iAMP TIA-240 และ TIA-260 แต่เมื่อได้รับการตอบรับที่ดียิ่ง ทาง INCRECABLE ก็ได้เพิ่มอินทีเกรทแอมป์หลอดอีก 2 รุ่นด้วยกัน คือ รุ่น TIA-216 (SINGLE ENDED) ใช้หลอด 300B และ TIA-280 (TRIODE/ULTRA LINEAR) ใช้หลอด KT120</p>
<p>ในบ้านเรานั้น ได้มีโอกาสยลโฉมไปแล้วด้วยกัน 3 รุ่น คือ TIA-240, TIA-260 และ TIA-280 ในงาน WHAT AUDIO-VIDEO? SALES 2012 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27-30 กันยายน 2555  ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับ MR.DYSON LAI ที่เดินทางมาร่วมงานด้วย เขาบอกว่า เร็วๆ นี้ จะมีแอมป์หลอดของ INCRECABLE ตัวใหม่มาเซอร์ไพรส์ หรือสร้างความประหลาดใจให้ ได้สอบถามกลับไปเช่นกันว่า เป็นรุ่นไหน MR. DYSON ก็ตอบมาว่าเป็น TIA-240SE แล้ว TIA-240 ตัวเดิมละ “โอย&#8230; ตอนนี้ต้อง TIA-240SE เท่านั้น ผมว่าคุณจะต้องประทับใจ เมื่อได้ฟัง TIA-240SE แล้วลืม TIA-240 ไปได้เลย !“  Mr.DYSON ตอบกลับมาอย่างมั่นใจ ผมทำได้เพียงส่งยิ้ม พร้อมกับตอบไปว่า  จะเป็นไปอย่างที่ว่าหรือไม่นั้น ก็ต้องมีโอกาสได้ลองฟังกันอย่างจริงๆ จังๆ เท่านั้น จึงจะให้คำตอบได้ นั่นคือ ประโยคสุดท้ายที่เราได้คุยกันในวันนั้น</p>
<p>ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ได้รับแจ้งจาก บ.ยูโรวิชั่น ว่าอินทีเกรทแอมป์หลอด iAMP TIA-240SE นั้นได้เดินทางมาถึงแล้ว ไม่นานหลังจากนั้น TIA-240SE ก็เดินทางมาถึงห้องฟังเป็นที่เรียบร้อย</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070809.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-985" alt="P1070809" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070809-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b>รูปลักษณ์และการออกแบบ</b><b></b></p>
<p>iAMP TIA-240SE ถูกจัดส่งมาในกล่องแบบ 2 ชั้น ที่มีความแข็งแรงและแน่นหนา ภายในกล่องมีโฟมใยสังเคราะห์ เนื้อแน่นและหนาเป็นพิเศษ เมื่อเปิดกล่องออกมาจึงพบว่า TIA-240SE ได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปโฉมไปจากเดิม TIA-240SE ใหม่นี้ มีรูปโฉมแทบจะเหมือน TIA-260 แบบไม่ผิดเพี้ยน</p>
<p>จากเดิมที่แผงหน้าเป็นอะลูมิเนียมหนาประมาณ 8 มม. สีดำเงา แบบ GLOSS FINISH ก็ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นสีดำกึ่งด้านแบบ  BRUSHED SATIN แทน มีการลบเหลี่ยมมุมตลอดแนวทั้งหมด จากตัวถังเดิมใน TIA-240 ที่เป็นสแตนเลสเงางาม สำหรับใน TIA-240SE นั้น ทาง INCRECABLE ก็หันมาใช้ตัวถังแบบ TIA-260 คือเป็นเหล็กหนาสีดำด้านทั้งหมดเพื่อให้ตัดกับแผงด้านบนที่เป็นสีทองแบบ ROSE GOLD ( ทองกุหลาบหรือสีนาค ) ส่งผลให้ TIA-240SE ดูหรูหราขึ้นกว่าเดิม ตรงกึ่งกลางของแผงอลูมิเนียมสีทองกุหลาบระหว่างหลอด 6SN7 และหลอด 6SL7 จะมีการกัดเป็นโลโก้และชื่อของ INCRECABLE  ดูสวยงาม</p>
<p>ตรงแผงหน้าจะมีลูกบิด ที่ทำเป็นสีทองกุหลาบทั้งหมด 3 ชุด จัดแบ่งระยะห่างกันอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกับ TIA-240 ในอดีต โดยปุ่มทางด้านซ้ายจะเป็นลูกบิด เปิด/ปิดเครื่อง ตรงกึ่งกลางจะเป็นโวลลุ่มเพื่อปรับระดับความดัง ในขณะที่ทางขวามือจะเป็น SELECTOR เพื่อเลือกอินพุท ใน TIA-240SE จะมีอินพุทมาให้ 3 ชุดด้วยกัน ซึ่งมากกว่า TIA-240 ในอดีต 1 ชุด</p>
<p>บนแผงหน้ายังมีสวิตช์แบบคันโยกมาให้ 2 ชุด โดยที่ตัวทางด้านซ้ายจะเป็นตัวปรับเลือก เกนการขยายของแอมป์ (GAIN CONTROL SWITCH) โดยมีค่า 0 กับ 1 เพื่อใช้ในการปรับแหล่งอินพุททั้ง 2 ให้มีระดับความดังที่ใกล้เคียงกัน โดยที่ 0 จะมีค่าเซ็ทเกนอยู่ที่ -6 dB ส่วนคันโยกทางด้านขวามือนั้นจะเป็นสวิตช์ MUTE เพื่อใช้ในการลดระดับความดังในทันที เมื่อสวิตช์ MUTE ถูกใช้งานจะมี LED สีแดงแสดงอยู่ทางด้านบนให้เห็น INCRECABLE ยังได้ออกแบบให้มี LED สีฟ้าอมเขียว อีก 2 ดวง วางคู่ขนาบ LED MUTE สีแดง ซึ่งจะวางตัวอยู่ตรงกึ่งกลางด้านบนของเครื่องเพื่อแสดงสถานการณ์ทำงานของ TIA-240SE ในกรณีที่ใช้งาน TIA-240SE ในห้องที่ค่อนข้างมืด แสงไฟ LED สีฟ้าอมเขียวดังกล่าวจะส่องสว่างขึ้นไปสะท้อนกับเพดานด้านบน ให้ความสวยงามและความรู้สึกที่ดี</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070841.jpg"><img class="size-medium wp-image-986 aligncenter" alt="P1070841" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070841-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ด้านหลังจะเป็นแผงอะลูมิเนียมหนาประมาณ 8 มม. มีขั้วอินพุทแบบ RCA มาให้ 3 ชุด สำหรับลำโพงจะมีขั้วต่อเพื่อใช้งานกับลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ 8 และ 4 โอห์ม มาให้ มีชุดฟิวส์มาให้ 1 ชุด เพื่อสะดวกในการถอดเปลี่ยนไปใช้ฟิวส์แบบออดิโอเกรดได้สะดวก ขั้ว AC เป็น IEC แบบ 3 ขา ลงกราวด์ สามารถถอดเปลี่ยนสายไฟ AC ได้</p>
<p>iAMP TIA-240SE ได้รับการออกแบบจากผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องของแอมป์หลอดแบบช่ำชอง คลุกคลีกับแอมป์หลอดมาอย่างยาวนาน สำหรับวงจรนั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแอมป์หลอดของ H.J.LEAK ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงในช่วงปี ค.ศ. 1950s ใน TIA-240SE นั้น จะใช้วงจรแบบ ULTRA-LINEAR ที่มีการใช้อัตราการป้อนกลับ (FEED BACK) ที่ต่ำ แต่แทนที่จะเลือกใช้หลอดเบอร์ “ตลาดนิยม” อย่าง 12AX7    ที่ใหม่และทันสมัยกว่า  แต่ทาง INCRECABLE เลือกที่จะหันกลับไปใช้หลอดเบอร์ 6SL7 ที่มีขนาดใหญ่และเก่ากว่า (จริงๆ แล้ว หลอดเบอร์ 12AX7 ถูกพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อมาแทนที่หลอดเบอร์ 6SL7 ในอดีต)</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070791.jpg"><img class="size-medium wp-image-983 aligncenter" alt="P1070791" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070791-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p>หลอด 6SL7 ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1940s เป็นหลอดแบบ TWIN หรือ DUAL TRIODE แบบ HIGH-MU ใน TIA-240SE ทาง INCRECABLE เลือกใช้หลอด 6SL7 ของ SOVTEK ในภาค HIGH LEVEL CIRCUITRY หรือภาคไดร์ฟ หลอด 6SL7 ของ SOVTEK เป็นหลอดในระดับ MILITARY-GRADE ที่ทำในรัสเซีย และถูกนำไปใช้ในแอมป์หลอดกันอย่างแพร่หลาย</p>
<p>สำหรับหลอดในภาค PHASE REVERSAL หรือ PHASE INVERTER  ทาง INCRECABLE เลือกใช้หลอดเบอร์ 6SN7 แทนที่จะเป็นหลอดเบอร์ 12AU7 อย่างที่นิยมกัน หลอด 6SN7 ถือกำเนิดขึ้นในปีค.ศ. 1939 และได้รับการจดสิทธิบัตรในปีค.ศ. 1941 ว่าเป็นหลอดแก้วที่มีรหัส 6SN7 GT เป็นหลอดแบบ DUAL TRIODE แบบ MEDIUM-MU ทาง INCRECABLE เลือกใช้หลอด 6SN7 ของ SHUGUANG ซึ่งผลิตในประเทศจีน หลอด 6SN7 ของ SHUGUANG ได้รับการกล่าวขวัญจากนักเล่นหลอดว่า เป็นหลอดที่ให้รายละเอียด และตรึงตำแหน่งของชิ้นดนตรีต่างๆ ได้ดี</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070797.jpg"><img class="size-medium wp-image-984 aligncenter" alt="P1070797" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/03/P1070797-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p>ในภาคเอาท์พุทนั้น TIA-240SE จะจัดวงจรแบบ PUSH-PULL ใช้หลอด POWER PENTODE EL34 หลอด EL34 ถูกคิดค้นขึ้นและผลิตเป็นครั้งแรกโดย บ. PHILIPS จากยุโรป วางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1953 ภายใต้แบรนด์ MULLARD ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ PHILIPS เอง หลอด EL34 เป็นหลอดแบบ HIGH POWER ที่มีราคาค่าตัวไม่สูงนัก และเป็นหลอดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ในแอมป์ปลิไฟเออร์ ในช่วงปีค.ศ. 1960s ถึง 1970s</p>
<p>ใน TIA-240SE เลือกใช้หลอด EL34 ของ SHUGUANG เบอร์ EL34-B ถึงแม้ว่าจะเป็นหลอดที่ผลิตในประเทศจีน แต่หลอด SHUGUANG EL34-B ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นหลอดที่ดีเยี่ยมในระดับ FIRST CLASS เพราะเป็นหลอดที่มีเสียงรบกวนต่ำมาก (VERY LOW MECHANICAL NOISE) และมีคุณภาพเสียงที่ถูกจัดให้อยู่ในระดับ “คับแก้ว” เมื่อคำนึงถึงราคาค่าตัวถ้านำไปเปรียบเทียบกับหลอดยี่ห้ออื่นๆ ในตลาด</p>
<p>ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ หลอดที่ใช้ในแอมป์ของ INCRECABLE ทั้งหมดได้ผ่านกระบวนการ DCT (DEEP CRYOGENIC TREATMENT) ซึ่งก็คือ การนำหลอดไปผ่านกระบวนการลดความเย็นจนถึงระดับอุณหภูมิที่ -312 F (ฟาเรนไฮต์) สำหรับขั้นตอนและกรรมวิธีในการทำกระบวนการ DCTนั้น ก็มีความแตกต่างกันไปตามเทคนิคของแต่ละเจ้า ซึ่งรายละเอียดนั้นไม่ได้มีการเปิดเผย ว่ากันว่า หลอดที่ผ่านกระบวนการ DCT นั้น จะสามารถให้ไดนามิกเรนจ์ได้ดีขึ้น  การตอบสนองความถี่ต่ำมีความสะอาดและชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถลดทอนสัญญาณรบกวนแบบ MICROPHONICS NOISE ได้ดี อีกทั้งหลอดก็จะมีความทนทานเป็นเยี่ยม สามารถถ่ายทอดน้ำเสียงที่ปราศจากอาการ กร้าวจัด กระด้างหู แต่จะให้เสียงที่มีความนุ่มนวล และมีความเป็นดนตรีที่ดี</p>
<p>หลอดที่ผ่านกระบวนการ DCT แล้วจะได้รับการทดสอบ และตรวจเช็คด้วยเครื่อง MODEL 257 TUBE TESTER และทำการจับคู่แบบ MATCHED PAIR โดยทีมงานของ INCRECABLE เอง สำหรับหม้อแปลง หรือทรานสฟอร์เมอร์ที่ใช้ใน TIA-240SEนั้น ทาง INCRECABLE ก็ได้ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน มีการสั่งทำขึ้นแบบ CUSTOM-MADE และมีขนาดใหญ่ แบบ “เผื่อเหลือ” หรือ OVERKILL กันเลยทีเดียว</p>
<p>สำหรับวงจรภายในเดินสายแบบ ฮาร์ด-ไวร์ เป็นแบบ POINT-TO POINT ด้วยมือทั้งหมด ไม่มีการใช้แผงวงจรแบบลายปริ้นท์เลย ทาง INCRECABLE อธิบายว่า การเดินวงจรแบบนี้จะมีประโยชน์ ในการลดความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นภายในเครื่องได้ดี รวมทั้งการดูแลรักษาก็สามารถทำได้ง่าย และสะดวก</p>
<p>อุปกรณ์ภายในได้ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี คาปาซิเตอร์ของ  NIPPON CHEMICON และ RUBYCON รีซีสเตอร์แบบคาร์บอน และเมทัลฟิล์ม คาปาซิเตอร์แบบ โพลีโพรไพลีนของ SCR ในส่วนที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่า TIA-240 เดิม ก็คือ ในจุดที่มีความสำคัญ จะมีการเลือกใช้คาปาซิเตอร์แบบโพลีโพรไพลีนชนิด MKP 3% ของ M-CAP ซึ่งผลิตโดย บ. MUNDORF จากเยอรมัน สำหรับโวลลุ่ม(volume pot)เป็นของ ALPS เกรดสูงขึ้นแบบ BLUE VELVET ผลิตในประเทศญี่ปุ่น สาย AC ภายในเครื่องใช้เป็นสายขนาดใหญ่ของ INCRECABLE เอง สำหรับขั้วสัญญาณและขั้วลำโพงนั้นก็ขยับขึ้นไปใช้แบบเดียวกับที่ใช้ใน TIA-260 ซึ่งเป็นขั้วที่สั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษจาก FURUTECH ผ่านขั้นตอนการชุบเคลือบด้วยเงินบริสุทธิ์ถึง 2 ชั้น ก่อนจะเคลือบทับด้วยโรเดี่ยม (RHODIUM) อีกชั้นหนึ่ง</p>
<p>สำหรับฝาครอบหลอดก็ปรับเปลี่ยน จากเดิมที่เป็น HIGH DENSITY PERSPEX ที่โปร่งใสทั้งชิ้น ก็หันมาใช้ฝาครอบเหล็กที่มีช่องมองเป็น PERSPEXแบบที่ใช้ใน TIA-260 ใหม่แทน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สเปคของ TIA-240SE มีดังนี้</p>
<table width="800" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="100%">
<table width="100%" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td><b>Power Output</b>Minimum sine wave continuous average power output perchannel, both channels operating is:</p>
<p>40 watts into a 4 ohm load</p>
<p>40 watts into an 8 ohm load</p>
<p><b>Rated Power Band</b></p>
<p>20Hz to 20,000Hz</p>
<p><b>Total Harmonic Distortion</b></p>
<p>Maximum Total Harmonic Distortion at any power level from 250 mill watts</p>
<p>to rated power output is:  0.5% for a 4 or 8 ohm load</p>
<p><b>Frequency Response</b></p>
<p>+0, -0.5dB from 20Hz to 20,000Hz</p>
<p>+0, -3dB from 10Hz to 50,000Hz</p>
<p><b>Sensitivity</b></p>
<p>High Level: 450mV for 2.5V rated output</p>
<p>Power Amplifier Input: 2.5V for rated output</p>
<p><b>A-Weighted Signal To Noise Ratio</b></p>
<p>High Level: 97dB below rated output</p>
<p>Power Amplifier: 110dB below rated output</p>
<p><b>Inter Modulation Distortion</b></p>
<p>Maximum Inter modulation Distortion if instantaneous peak output does</p>
<p>not exceed twice the rated output, for any combination of frequencies</p>
<p>from 20Hz to 20,000Hz is:  0.5% for a 4 or 8 ohm load<b> </b></p>
<p><b>Input Impedance</b></p>
<p>High: Level, 100K ohms</p>
<p><b>Maximum Input Signal</b></p>
<p>High Level: 8V</p>
<p><b>Voltage Gain</b></p>
<p>High Level to Main: 15dB</p>
<p><b>Wide Band Damping Factor</b></p>
<p>Greater than 20</p>
<p><b>Power Requirements</b></p>
<p>100 Volts, 50/60Hz at 3.6 amps</p>
<p>110 Volts, 50/60Hz at 3.6 amps</p>
<p>120 Volts, 50/60Hz at 3.6 amps</p>
<p>220 Volts, 50/60Hz at 1.8 amps</p>
<p>230 Volts, 50/60Hz at 1.8 amps</p>
<p>240 Volts, 50/60Hz at 1.8 amps</p>
<p><b><i>Note: Refer to the rear panel of the TIA-240</i></b></p>
<p><b><i>for the correct voltage.</i></b></p>
<p><b>Preamplifier Tube Compliment</b></p>
<p>2 - 6SL7   Preamp Circuitry</p>
<p>2 - 6SN7  High LevelCircuitry</p>
<p><b>Power Amplifier Tube Compliment</b></p>
<p>4 - EL34   ** ( <b>KT-66 are compatible</b>)</p>
<p><b>Overall Dimensions</b></p>
<p>Width is 16-7/8inches (43.0cm)</p>
<p>Height is 8-1/4 inches (21.0cm) including feet</p>
<p>Depth is 16-1/2 inches (42.0cm) including the Front Panel and Knobs</p>
<p><b>Weight</b></p>
<p><b>45 pounds (</b><b>21.5kg</b><b>) net, 56 pounds (</b><b>25.5kg</b><b>) in shipping carton</b></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
<td valign="top" width="170"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><b>ผลในการทดลองฟัง </b></p>
<p>INCRECABLE iAMP TIA-240SE ได้ผ่านการใช้งานมาบ้าง แต่ก็ยังไม่พ้นช่วงเบิร์นอิน พวกเราจึงต้องเร่งมือ เนื่องจากเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด (จริงๆ) เนื่องจาก TIA-240SE เดินทางเข้ามาอย่างฉุกละหุก จึงไม่สามารถนัดแนะคณะลูกขุนทั้งหลายได้ จะมีก็แต่ลูกขุนบางท่านที่มีโอกาสแวะเวียนผ่านเข้ามา ก็เลยมีโอกาสฟัง สำหรับการฟังก็เป็นแบบต่างกรรมต่างวาระ ไม่ได้มีการรวมตัวตามที่ควร  แต่ก็ได้รวบรวมความคิดเห็นไว้ในคราวเดียวกัน  สำหรับซิสเต็มที่ใช้ร่วมในการฟัง ประกอบด้วย</p>
<p>เครื่องเล่นซีดี     : MARANTZ CD 17 (CLOCK II)</p>
<p>อินทีเกรทแอมป์  : INCRECABLE iAMP TIA-240 (ตัวเดิม)</p>
<p>สายนำสัญญาณ  : VAMPIRE AT-II</p>
<p>สายลำโพง       : VAMPIRE ST-II</p>
<p>สายไฟ AC     : XAV XAC#5, MUSIC MUSE “THE</p>
<p>PROTOTYPE” AC CABLE</p>
<p>ฟิวส์              : MUSIC MUSE V2</p>
<p>ห้องฟังขนาด 4 x 8 เมตร ได้รับการปรับแต่งอะคูสติกมาอย่างดี</p>
<p>พวกเราได้ลองปรับเกนระหว่างค่า 0 กับ 1 เพื่อหาความแตกต่าง ผลปรากฏว่า การเซ็ทไว้ที่ 0 จะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า (เหมือนกันกับ TIA-240 ตัวเดิม) ดังนั้นตลอดการฟัง จึงได้เซ็ทค่าเกนของ TIA-240SE ไว้ที่ 0 ตลอดการรับฟัง</p>
<p>นับแต่วินาทีแรก ที่น้ำเสียงเปล่งออกจากลำโพงมากระทบโสตสัมผัส ก็พอจะทราบในทันทีว่า TIA-240SE นั้น มีคุณภาพเสียงที่แตกต่างไปจาก TIA-240ในอดีตไม่น้อยเลย ลูกขุนท่านหนึ่ง เมื่อฟังอยู่ได้ 2 ถึง 3 เพลง ก็แสดงความคิดเห็นว่า TIA-240SE ใหม่นี้ให้เสียงที่โดดเด่น เรียกร้องความสนใจได้ดี “อย่างนี้น่าจะโดนใจนักฟังส่วนใหญ่ได้สบายๆ “(CLAIR MARLO-LET IT GO) อีกท่านมีความเห็นว่า TIA-240SE ให้เสียงที่มีความนุ่มนวลกว่า TIA-240เดิม แต่ก็มีความชัดเจนที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน “จะว่าไปดู TIA-240SE จะมีความเป็นหลอดมากขึ้นกว่า TIA-240 เดิมเสียด้วยซ้ำ” อีกท่านกล่าวเสริม (CAROL KIDD-NICE WORK)</p>
<p>ดูท่า TIA-240SE น่าจะมีประเด็นให้ได้คุยกันอย่างสนุกปาก ถ้าเหล่าคณะลูกขุนได้มีโอกาสมารวมตัวในคราเดียวกัน ในการเก็บตกนอกรอบ ก็พบว่า TIA-240SE นั้น นำเสนอเสียงกลางที่มีความโดดเด่น ทั้งในแง่ของความชัดเจน และการแยกแยะรายละเอียดได้ดีพอตัว ถึงแม้ตัวตนอาจจะไม่เข้มข้น และขึ้นรูปอย่างเด่นชัด เหมือนกับแอมป์รุ่นพี่อย่าง TIA-260 ก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า TIA-240SE ใหม่นี้ ได้ขยับแนวทางของเสียงโดยเฉพาะในย่านของเสียงกลางเข้าใกล้แอมป์รุ่นพี่อย่าง TIA-260 มากยิ่งขึ้น เนื้อเสียงแม้จะค่อนมาทางบางอยู่บ้าง แต่ TIA-240SE ก็ได้ผสานเอาความนุ่มนวลเข้ามาเพิ่มเติมในอัตราที่พอเหมาะพอดีอย่างลงตัว (ELLA FITZGERALD : FOREVER ELLA)</p>
<p>ตอกย้ำกันอีกครั้งกับเสียงร้องของคุณป้า CAROL KIDD ที่เหมือนกับจะส่งเสริมและทำให้ TIA-240SE ยิ่งฉายแวว ความสามารถ ในการนำเสนอเสียงกลางของตนออกมาได้อย่างเด่นชัดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับแนวดนตรีแจ๊สที่มีเครื่องดนตรีไม่มากชิ้น กับเสียงร้องที่มีเสน่ห์ไม่ว่าจะเป็น JACINTHA ในชุด HERE’S TO BEN ที่บทเพลง GEORGIA ON MY MIND ถูกเปิดตัวด้วยเสียงร้องของเธอ พร้อมกับเสียงเบส ฝีมือของ DAREK OLES โดยมี เสียงเปียโนของ KEI AKAGI เคล้าคลอไปอย่างเบาๆ เสียงกลองที่เดินจังหวะอยู่ห่างๆ จากการเล่นของ LARANCE MARABLE ตามมาด้วยการเป่า TENOR SAXOPHONE ของ TEDDY EDWARDS ที่สามารถชักนำให้คุณเพลิดเพลินไปกับบทเพลงที่บรรเลงอย่างยากที่จะปฏิเสธ</p>
<p>หรืออย่างเสียงร้องของ DIANA KRALL ในชุด WHEN I LOOK IN YOUR EYES ก็เป็นอีกแผ่นหนึ่งที่ TIA-240SE นำเสนอออกมาได้อย่างโดดเด่น มีความน่าฟังจนทำให้คุณเคลิ้มไปกับบทเพลง ถึงกับลืมไปว่า กำลังนั่งฟังทดสอบเจ้า TIA-240SE อยู่ จะให้ทำอย่างไรได้&#8230;ในเมื่ออารมณ์เพลงนั้นพาไปนี่ครับ</p>
<p>เสียงในย่านกลางสูงก็ยังคงความชัดเจนที่โดดเด่นเอาไว้ได้อย่างมั่นคง มีความต่อเนื่อง แต่สำหรับเสียงแหลมแล้ว TIA-240SE จะค่อยๆ ลดระดับความเข้มข้นลงเป็นลำดับ แจกแจงรายละเอียดของเสียงแหลมได้พอประมาณ สำหรับปลายเสียงไม่ทอดตัวออกไปไกลนัก และเก็บตัวเร็ว (OPUS 3 : LARS ERSTRAND AND FOUR BROTHERS)</p>
<p>สำหรับเบสนั้น TIA-240SE สามารถถ่ายทอดการย้ำเน้นในย่านอัปเปอร์เบสได้ดี มีทั้งน้ำหนัก และความอิ่ม ถึงแม้เบสจะมีความนุ่มนวลที่แฝงไว้ด้วยความเร่งเร้าแต่พองาม แต่สปีดของดนตรีเหมือนจะถูกหน่วงช้าลงเล็กน้อย ส่งผลให้ TIA-240SE ถ่ายทอดน้ำเสียงที่มีความเป็นหลอดมากกว่า TIA-240 ตัวเดิม (THE MERRY ANGEL OPUS 5 : พญาลำพอง) เบสต่ำๆ จะอ่อนน้ำหนักลง และเก็บตัวอย่างรวดเร็ว (R&amp;R EXOTIC DANCES FROM THE OPERA) ถึงแม้ว่า TIA-240SE จะไปได้ดีกับแนวเพลงแจ๊ส แต่กับเพลงบรรเลงคลาสิกก็สามารถนำเสนอออกมาได้ดี สำหรับบทเพลงคลาสสิกที่หนักหน่วง และมีไดนามิกแบบเต็มพิกัด อย่างแผ่น TUTTI !ORCHESTRAL SAMPLER (ของค่าย R&amp;R ) TIA-240SE ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี เมื่อเร่งระดับความดังไว้ที่ไม่เกินตำแหน่ง 12 นาฬิกา</p>
<p>กับสมรรถนะทางด้านอิมเมจ TIA-240SE สามารถตรึงตำแหน่งได้นิ่ง มีความมั่นคง การขึ้นรูปของอิมเมจจะทำได้ดีกับเสียงร้อง โดยมีการวางตำแหน่งให้ล้ำหน้ากว่า แนวเครื่องดนตรีต่างๆ ซึ่งจะวางตัวเว้นระยะถอยลึกลงไปทางด้านหลัง การจัดวางซาวด์สเตจ สามารถที่จะขยายตัวเลยลำโพงทั้งซ้ายและขวาออกไปเป็นอิสระ ทำให้ได้ขนาดวงที่กว้างใหญ่อย่างโดดเด่น สำหรับสัดส่วนความลึกนั้นจะแสดงตำแหน่งและระดับชั้นของความลึกที่ถอยลงไปในเวทีได้ดีในระดับหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>สรุป </b><b></b></p>
<p>หลังจากที่ iAMP TIA-240 สร้างความประทับใจให้กับพวกเราอย่างมาก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทาง INCRECABLE ก็นำเสนอ TIA-240SE ออกมาใหม่ในปีนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จตามที่ TIA-240 ในอดีตได้ทำไว้ สำหรับคุณภาพเสียงนั้น TIA-240SE ได้รับการปรับเปลี่ยนให้มีความแตกต่างไปจาก TIA-240 เดิม ใน TIA-240SE ใหม่นี้นั้นจะให้น้ำเสียงที่มีความเป็นแอมป์หลอดมากขึ้นกว่า TIA-240 ในอดีต  มีแนวเสียงที่ขยับเข้าไปใกล้กับแอมป์หลอดรุ่นพี่อย่าง TIA-260 ซึ่งในแนวทางนี้ อาจจะตอบโจทย์และตรงใจกับนักเล่นบางกลุ่มได้เป็นอย่างดี</p>
<p>กับราคาที่เขยิบสูงขึ้นไปอีก 40% ( ในเมืองนอก TIA-240 เดิมมีราคาอยู่ที่ MSRP : $ 1,980/SET ในขณะที่ TIA-240 SE ใหม่มีราคาอยู่ที่ MSRP:$ 2,980/SET)  สำหรับ iAMP TIA-240SE ใหม่จาก INCRECABLE ก็ยังนับเป็นอินทีเกรทแอมป์หลอดที่น่าสนใจไม่น้อย ถึงแม้ในราคาระดับนี้จะมีทั้งแอมป์หลอดและทรานซิสเตอร์ ห้อมล้อมเป็นคู่แข่งอยู่อย่างมากมายก็ตามที  แต่สำหรับ Mr.DYSON LAI นั้น ผมมีคำตอบในใจไว้เรียบร้อยแล้วครับ.</p>
<p>ขอขอบคุณ บ.ยูโรวิชั่น จำกัด โทร.0-2969-3751-3 ที่เอื้อเฟื้อเครื่องมาให้ทดสอบในครั้งนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/articles/increcable-iamp-tia-240-se/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>FOCUS AUDIO FS-68 LE (LIMITED EDITION)</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/articles/focus-audio-fs-68-le/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/articles/focus-audio-fs-68-le/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Jan 2013 14:03:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=962</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อพูดถึงซิสเต็ม หรือชุดเครื่องเสียงแล้ว เครื่องเคราที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เมื่อถูกปรับเปลี่ยนแล้ว จะส่งผลให้คุณภาพเสียงนั้นแปรเปลี่ยนแตกต่างออกไป ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่ใช่นักฟังที่เก่งกาจก็ตามแต่ก็สามารถฟังออกได้อย่างชัดเจน เครื่องเคราที่ว่านั้นก็คือลำโพง ยิ่งถ้าเมื่อนำสัดส่วนของจำนวนที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดด้วยแล้ว ถ้าสังเกตดีๆ ก็จะพบว่าลำโพงนั้นมีจำนวนมากกว่าแอมปลิไฟเออร์ หรือเครื่องเล่นที่ถือเป็นแหล่งโปรแกรมต้นทางไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นมิวสิกเซิร์ฟเวอร์ หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงอย่างเทิร์นเทเบิ้ลอยู่หลายเท่าตัวเลยทีเดียว]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070770.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-970" alt="P1070770" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070770-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><b>Test Report<br />
FOCUS AUDIO FS-68 LE (LIMITED EDITION)<br />
หัสคุณ</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อพูดถึงซิสเต็ม หรือชุดเครื่องเสียงแล้ว เครื่องเคราที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เมื่อถูกปรับเปลี่ยนแล้ว จะส่งผลให้คุณภาพเสียงนั้นแปรเปลี่ยนแตกต่างออกไป ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่ใช่นักฟังที่เก่งกาจก็ตามแต่ก็สามารถฟังออกได้อย่างชัดเจน เครื่องเคราที่ว่านั้นก็คือลำโพง ยิ่งถ้าเมื่อนำสัดส่วนของจำนวนที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดด้วยแล้ว ถ้าสังเกตดีๆ ก็จะพบว่าลำโพงนั้นมีจำนวนมากกว่าแอมปลิไฟเออร์ หรือเครื่องเล่นที่ถือเป็นแหล่งโปรแกรมต้นทางไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นมิวสิกเซิร์ฟเวอร์ หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงอย่างเทิร์นเทเบิ้ลอยู่หลายเท่าตัวเลยทีเดียว</p>
<p>ด้วยจำนวนที่มากมายของลำโพงในตลาด จึงอาจจะทำให้หลายๆ ท่านมองว่าการทำลำโพงนั้นง่าย จึงมีการผลิตออกมาอย่างค่อนข้างหลากหลาย เพื่อให้ตรงกับความต้องการของการใช้งานไม่ว่าจะเป็นระบบ 2 แชนแนล หรือโฮมเธียเตอร์ ซึ่งยังมีปัจจัยในเรื่องของการจัดวางรวมทั้งขนาดของห้องฟัง ซึ่งถือว่าเป็นตัวแปรที่มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งถ้ามองกันอย่างผิวเผินก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่จริงๆ แล้ว ‘ความพอใจ’ ของเหล่านักเล่นเครื่องเสียงเป็นอะไรที่หาจุดลงตัวได้ยาก และก็เป็นลำโพงอีกนั่นแหละที่เมื่อถูกเปลี่ยนแล้วจะแสดงความแตกต่างจนสามารถสร้างความพึงพอใจ หรือเติมเต็มอรรถรสในการรับฟังได้ง่ายที่สุด</p>
<p>จะว่าไปแล้ว ถ้าจะมองกันอย่างลึกซึ้งก็จะพบว่าการออกแบบลำโพงให้มีคุณภาพเสียงที่ดี จัดวางได้ง่าย ไม่จู้จี้จุกจิกขับง่ายไม่กินกำลังวัตต์นั้นทำได้ยากครับบริษัทต่างๆ และนักออกแบบลำโพงมือฉมัง ซึ่งได้พยายามออกแบบลำโพงต่างๆ ออกมามากมายหลายซีรี่ส์ และในแต่ละซีรี่ส์ยังแยกแยะออกมาอีกหลายรุ่นหลายขนาด เพื่อเป็นทางเลือกให้ตรงกับความต้องการของนักฟังที่หลากหลาย</p>
<p>บริษัทที่มุ่งมั่นในการพัฒนาและออกแบบลำโพงมาอย่างช่ำชองและจริงจังก็พยายามก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ ของลำโพงด้วยการออกแบบ และพัฒนาไดรเวอร์ขึ้นมาเอง บริษัทเหล่านี้มีจำนวนที่ไม่มากนัก เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาและพัฒนามาอย่างยาวนาน อีกทั้งต้องมีทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นไปได้ยาก แต่ก็มีบริษัทและนักออกแบบลำโพงที่มีความมุ่งมั่นและพยายามพัฒนาฝีมือในการทำลำโพงให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพที่ดี โดยพยายามคัดสรรเอาไดรเวอร์คุณภาพสูงที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาด จากบริษัทที่มีชื่อเสียง มีความเป็นมืออาชีพและเป็นที่ยอมรับมาใช้งานในลำโพงของตน ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็มีจำนวนไม่น้อยเลย และ FOCUS AUDIO ก็ถือเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070755.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-969" alt="P1070755" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070755-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b>FOCUS AUDIO</b></p>
<p>FOCUS AUDIO ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1993 ด้วยความมุ่งมั่นอันเต็มเปี่ยมเพื่อที่จะแสวงหาคุณภาพเสียงที่เที่ยงตรง ถูกต้อง และเพื่อจุดมุ่งหมายสูงสุดก็เพื่อความอภิรมย์ในการฟังดนตรีที่ลึกซึ้ง บริษัท FOCUS AUDIO ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของเมือง TORONTO ประเทศแคนาดา นับตั้งแต่เริ่มต้น FOCUS AUDIO ก็ได้ออกแบบและผลิตลำโพงคุณภาพสูง (High Performance) ออกมาหลายรุ่นเพื่อนักเล่นเครื่องเสียงที่มีความสุขุมและเข้าถึงศักยภาพของลำโพงชั้นเลิศ การออกแบบลำโพงของทาง FOCUS AUDIO นั้นยืนอยู่บนพื้นฐานของการค้นคว้า วิจัยและพัฒนาด้วยการคัดสรรไดรเวอร์ที่ดีที่สุด (Best Available Driver) การออกแบบครอสโอเวอร์ที่มีความละเอียดอ่อนอย่างเหมาะสม พร้อมกับความใส่ใจในรูปลักษณ์ของลำโพงที่สวยงามและโดดเด่น มีการคัดสรรอุปกรณ์อย่างพิถีพิถันและรัดกุม มีขั้นตอนการผลิตที่เคร่งครัด และมาตรการในการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดพร้อมกับฝีมือและความชำนาญเป็นพิเศษ ส่งผลให้ FOCUS AUDIO วางตำแหน่งของตนเองขึ้นไปเทียบชั้นกับลำโพงของคู่แข่งที่จัดอยู่ในระดับสูงแบบไฮเอนด์ที่มีราคาแพงในตลาดได้อย่างไม่น้อยหน้า ไม่ว่าจะเป็น B&amp;W, PROAC หรือ WILSON AUDIO</p>
<p>สำหรับคีย์แมนคนสำคัญของ FOCUS AUDIO ก็คือ MR.KAM LEUNG ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริษัท (PRESIDENT) และหัวหน้าฝ่ายออกแบบ (CHIEF DESIGNER) ผลงานของ FOCUS AUDIO ทั้งหมดล้วนมาจากมันสมองของเขาและทีมงานใน FOCUS AUDIO ทั้งสิ้น  สำหรับผลงานที่สร้างชื่อให้กับ FOCUS AUDIO จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็คือลำโพงในตระกูล SIGNATURE SERIES ซึ่งประกอบด้วยลำโพง 3 รุ่นด้วยกันคือ FS-68, FS-78, FS-88 ด้วยศักยภาพและคุณภาพเสียงที่ได้รับการวิจารณ์ และชื่นชมจากนักวิจารณ์อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ยอดขายทะลุเป้าเกินกว่าที่ทาง FOCUS AUDIO ได้คาดการณ์เอาไว้ โดยเฉพาะกับรุ่น FS-68 และ FS-78 นั้นได้รับความนิยมในแถบเอเชียเป็นพิเศษ โดยเฉพาะที่ฮ่องกงและจีน</p>
<p>ปัจจุบัน FOCUS AUDIO มีสายการผลิตลำโพงแบ่งออกเป็น 4 ซีรี่ส์หลักๆ เริ่มจาก CLASSIC SERIES ตามมาด้วย SIGNATURE SERIES ซึ่งจัดเป็นลำโพงในระดับกลางๆ (MID PRICE) จากนั้นจึงเป็น PRESTIGE SERIES ที่ทาง FOCUS AUDIO ได้นำเสนอออกมาในภายหลัง เพื่อเสริมหรือเติมเต็มช่องว่างระหว่าง SIGNATURE SERIES กับลำโพงระดับ TOP ซึ่งก็คือตระกูล MASTER SERIES FOCUS AUDIO ยังได้เพิ่มสายการผลิตด้วยการออกแอมปลิไฟเออร์ตามมาอีกด้วยกัน 2 รุ่น คือ อินทีเกรทแอมป์ รุ่น LISZT PRELUDE และ LISZT SONATA</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070738.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-967" alt="P1070738" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070738-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b> FS-68 LE (LIMITED EDITION)</b></p>
<p>ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ลำโพงในตระกูล SIGNATURE SERIES ในอดีตนั้นประสบความสำเร็จและก็สร้างชื่อให้กับทาง FOCUS AUDIO จนเป็นที่รู้จักไปทั่ววงการเครื่องเสียง โดยเฉพาะกับลำโพงที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดก็คือ ลำโพงขนาดเล็กแบบวางหิ้ง/ขาตั้ง 2 ทาง รุ่น FS-68 นั่นเอง</p>
<p>นับเป็นเวลาหลายปีทีเดียวที่ FS-68 ยืนยงและสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้กับ FOCUS AUDIO และถือเป็นหนึ่งในลำโพงที่ขายดีที่สุดคู่หนึ่งในตลาดลำโพงระดับไฮ-เอ็นด์ แต่เมื่อกาลเวลาผันผ่านสรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในทางโลก FOCUS AUDIO ได้ใช้เวลา 3 ปีต่อมาในการออกแบบลำโพงคู่ใหม่เพื่อมาแทน FS-68 ซึ่งลำโพงคู่นั้นก็คือ FS-688 ทาง FOCUS AUDIO ได้เปิดตัว FS-688 ในช่วงประมาณปีค.ศ. 2003 พร้อมกับเน้นย้ำว่า FS-688 นั้นไม่ใช่ FS-68 ที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่ แต่ต้องบอกว่า FS-688 คือลำโพงที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นใหม่จริงๆ  มีการเปลี่ยนทวีตเตอร์รวมทั้งวูฟเฟอร์ใหม่พร้อมกับการออกแบบครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กใหม่ทั้งหมด ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 10 ปี FOCUS AUDIO SIGNATURE FS-688 ก็ได้สานต่อความสำเร็จของลำโพงรุ่นพี่อย่าง FS-68  แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง จึงเป็นได้เพียงลำโพงในฝันของนักเล่นอีกจำนวนไม่น้อยเลย</p>
<p>หลังจากนั้นอีกประมาณ 3 ปี ในปีค.ศ. 2006 FOCUS AUDIO ก็นำเสนอ FS-68 SE ออกมาอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ทาง FOCUS AUDIO เรียกลำโพงรุ่นนี้ว่าเป็น THE ‘TENTH ANNIVERSARY EDITION’ ซึ่งก็เพื่อรำลึกในโอกาสที่ FOCUS AUDIO มีอายุครบรอบ 10 ปี นั่นเอง ต้องนับเป็นอีกครั้งที่ FS-68 SE ได้สร้างความสำเร็จ และได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นลำโพงในระดับคุ้มค่า คุ้มราคา (High Value Performer) ที่ยากจะปฏิเสธคู่หนึ่ง</p>
<p style="text-align: center;">จากนั้นอีก 3 ปีต่อมา FS-68 SE ก็ได้หายไปจากสายการผลิตของ FOCUS AUDIO อีกครั้ง แต่จะด้วยเป็นความต้องการ หรือมีการเรียกร้องจากนักเล่นนักฟังทั่วโลก หรือจะเป็นความตั้งใจของ KAM LEUNG แห่ง FOCUS AUDIO ก็ตาม แต่ปรากฏการณ์คล้ายกับ DEJA VU (เดจาวู) ก็เกิดขึ้นเพราะในปีนี้ FOCUS AUDIO ก็ได้ส่ง FS-68 LE (LIMITED EDITION) ออกมาอีกคำรบหนึ่งจนได้ ครั้งนี้ FS-68 LE มาในโอกาสฉลองครบรอบ 20<sup>th</sup> ANNIVERSARY EDITION ของ FOCUS AUDIO<br />
<a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070734.jpg"><img class="size-medium wp-image-965 aligncenter" alt="P1070734" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070734-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a><br />
<b>รูปลักษณ์ และการออกแบบ</b><b></b></p>
<p>FOCUS AUDIO FS-68 LE เป็นลำโพงวางหิ้ง/ขาตั้ง ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 13” x 7” x 10” (ส x ก x ล) มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 20 ปอนด์ (9 กก.)/ข้าง จะว่าไปแล้วทั้งขนาดและน้ำหนักตัวของ FS-68 LE แทบไม่ต่างไปจาก FS-68 SE และ FS-68 ในอดีตเลย สำหรับรุ่น FS-68 LE ใหม่นี้ จะทำตู้ออกมาเป็น 2 สีด้วยกัน คือแบบสี PIANO BLACK FINISH และสี PIANO ROSEWOOD FINISH สำหรับคู่ที่ได้รับมาทดสอบเป็นสีดำเงาแบบ PIANO BLACK</p>
<p>FS-68 LE ใช้ไดรเวอร์เบส/มิดเรนจ์ขนาด 5.5 นิ้ว ของ ETON จากเยอรมัน ไดอะเฟรม (DIAFHRAGM) เป็น HEXACONE ที่ขึ้นรูปจาก NOMEX ที่มีโครงสร้างแบบรังผึ้ง (HONEYCOMB) มีความแข็งและแกร่งมีน้ำหนักที่เบาอีกทั้งยังมีความทนทาน ทนความร้อนได้สูง ทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมีได้ดีเยี่ยม NOMEX จึงเป็นที่นิยมใช้กันในวงการรถแข่งแบบ FORMULA 1</p>
<p>แผ่น HONEYCOMB NOMEX ดังกล่าวจะถูกนำมาเคลือบทับด้วยเคฟลาร์ (KEVLAR) ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรวมเป็น 3 ชั้น ทั้ง NOMEX และเคฟลาร์เป็นชื่อที่จดทะเบียนการค้าโดย DUPONT สำหรับเคฟลาร์นั้นมีคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรงสูง สามารถทนต่อแรงยืดตัว (ELONGATION) ได้เหนือกว่าเหล็ก (STEEL) ถึง 1000 เท่า! การนำเอาเคฟลาร์มาเคลือบทับจึงช่วยในการคงตัวของไดรเวอร์ไม่ให้เกิดการบิดตัว หรือเสียรูป (DEFORMATION) ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ด้วยเหตุผลดังกล่าวไดอะเฟรมแบบ HEXACONE จึงมีความแข็งแกร่งกว่ากระดาษ ,POLYPROPYLENE หรืออะลูมิเนียม และแม็กนีเซียมที่มีขนาดเท่ากัน ไดรเวอร์ดังกล่าวยังใช้เฟสปลั๊ก (PHASE PLUG) ที่สั่งทำเป็นพิเศษโดย KAM LEUNG เพื่อใช้ในลำโพงของ FOCUS AUDIO เท่านั้น ( เฟสปลั๊กดังกล่าวจะพบเห็นได้ในไดรเวอร์ของ ETON ตระกูล SYMPHONY รุ่น 7-372/32 HEX เท่านั้น )  ตัวเฟสปลั๊กจะเป็นแท่งกระบอกพลาสติกยื่นออกมาโดยที่ตัวของมันจะถูกยึดตรึงไว้กับโครงสร้างของแม่เหล็กไม่ติดกับไดอะเฟรม มีการบากเป็นร่องรอบกระบอกเฟสปลั๊กตั้งแต่ด้านบนลงไปถึงด้านล่างเพื่อช่วยระบายความร้อน ทาง FOCUS AUDIO เรียกเฟสปลั๊กนี้ว่า HEAT PIPE CONFIGURATION ตัวเฟสปลั๊กนี้จะทำหน้าที่ควบคุมมวลของอากาศเพื่อให้ไดอะเฟรมรับพลังงานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณกึ่งกลางของไดอะเฟรม นอกจากนี้ยังช่วยลดความเพี้ยน (DISTORTION) เมื่อไดรเวอร์ถูกใช้งานที่ความดังสูงๆ และยังมีส่วนช่วยให้ความกลมกลืนของเฟสสัญญาณ (PHASE COHERENCE) ดีขึ้น  สำหรับขอบเซอราวด์จะเป็นยางเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน</p>
<p>สำหรับทวีตเตอร์นั้นเป็นของ SCAN-SPEAK ประเทศเดนมาร์กรุ่น D2905/9300 เป็นทวีตเตอร์ชนิดซอฟท์โดม หรือโดมผ้าอาบน้ำยาขนาด 28 มม. หรือ 1 1/8 นิ้ว ระบายความร้อนด้วย FERROFLUID ขอบเซอราวด์ (SURROUND) มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษให้เรโซแนนท์ที่ต่ำ และตอบสนองความถี่ได้ราบเรียบเป็นพิเศษ ตัวทวีตเตอร์จะมี REAR AIR CHAMBER หรือห้องเล็กๆ อยู่ที่ด้านหลังของแม่เหล็กเจาะทะลุถึงใต้โดมเพื่อลดอาการเรโซแนนท์ของทวีตเตอร์ให้ต่ำ เสมือนหนึ่งทวีตเตอร์มีปริมาตรตู้เป็นของตนเอง  ตัวโครงสร้างของทวีตเตอร์นั้นเป็นพลาสติกชนิดพิเศษ มีความแข็งแรงสูง และสามารถสลายเรโซแนนท์ในเนื้อสารได้ดีอีกด้วย</p>
<p>ใน FS-68 ทุกรุ่น จะถูกจัดวางทวีตเตอร์ในแนวเอียงแบบ OFFSET MOUNTED เป็นกระจกเงากันระหว่างลำโพงซ้ายและขวา ไม่ได้จัดวางไว้ที่กึ่งกลางตู้ในแนวดิ่ง ตามที่นิยมกันในลำโพงส่วนใหญ่โดยทั่วไป การจัดวางทวีตเตอร์เอียงแบบ OFFSET นี้ก็เพื่อลดคลื่นสะท้อนที่บริเวณหน้าตู้ที่เรียกกันว่า DIFFRACTION ไม่ให้เกิดคลื่นรบกวนที่ความถี่เดียวกัน ถือว่าเป็นการกระจายคลื่นให้มีความถี่ที่แตกต่างกัน พร้อมกับลดความเข้มของความถี่ที่เกิดการสะท้อนให้ลดน้อยลง นอกจากนี้ยังมีข้อดีในการช่วยให้การตอบสนองความถี่บนแนวแกน (ON AXIS) มีความราบเรียบมากยิ่งขึ้น</p>
<p>สำหรับไดรเวอร์นั้นได้ผ่านการคัดสเปคและทำการแม็ชชิ่งอย่างพิถีพิถัน มีความแตกต่างอยู่ภายในไม่เกิน 1/4 dB ต่อคู่  ซีรี่ส์นัมเบอร์ของลำโพงแต่ละคู่จะเหมือนกันและถูกระบุไว้ที่ด้านหลังโดยกำหนดเป็น A และ B</p>
<p>โครงสร้างตู้มีความแข็งแรง บึกบึนเป็นพิเศษ ผนังตู้ด้านข้างด้านบน และด้านหลังนั้นใช้ MDF ที่มีความหนาถึง 1 นิ้ว ในขณะที่แผงหน้านั้นจะมีความหนาถึง 2 นิ้ว ภายในตู้มีการใช้วัสดุในการแดมป์ตู้ที่คัดสรรอย่างระมัดระวัง เพื่อลดความถี่เรโซแนนท์ภายในตู้ อันไม่พึงประสงค์ให้ต่ำลง ตัวตู้ลงสีดำพร้อมการเคลือบผิวด้วยโพลีเอสเตอร์-แลคเกอร์ (POLYESTER LACQUER) มากกว่า 10 ครั้ง จนได้ความหนาของแลคเกอร์ถึง 1 มม. ก่อนจะนำไปขัดจนขึ้นเงาแบบ HIGH GROSS  ทาง KAM LEUNG เชื่อว่าการเคลือบผิวให้หนาเป็นพิเศษช่วยทำให้ตู้ลำโพงดูมีความลึกในสีและมีความสวยงามมากกว่าการเคลือบแบบบางๆ โดยทั่วไป นอกจากนี้ยังมีผลต่อคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น KAM LEUNG อธิบายเพิ่มเติมว่าการเคลือบผิวของ FOCUS AUDIO นั้นใน 1 ครั้งจะเคลือบผิวลำโพงทั้งตู้แบบรอบด้าน เมื่อตู้ลำโพงได้รับการเคลือบที่หนาเพียงพอ การเคลือบผิวจะช่วยเปลี่ยนค่าเรโซแนนท์ของตู้ลำโพงให้แตกต่างไปจากเดิม เปรียบเสมือนกับเป็นการแดมป์ตู้อีกวิธีหนึ่ง เพื่อให้ตู้ลำโพงมีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าตู้ลำโพงโดยทั่วไป คุณสามารถที่จะลองเคาะดูเพื่อสัมผัสถึงความแตกต่างได้ในทันที</p>
<p>สำหรับวงจรครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กนั้นใน FS-68 LE ได้มีการหล่อเรซินพร้อมกับการย้ายตำแหน่งในการติดตั้งที่แตกต่างไปจาก FS-68 SE ด้วยเหตุผลคือ หนึ่งก็เพื่อลดการรบกวนของเรโซแนนท์ภายในตู้ สองก็เพื่อลดความยาวของสายที่เชื่อมต่อภายในให้สั้นที่สุด อุปกรณ์นั้นผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน และเป็นระดับท๊อปเกรดไม่ว่าจะเป็นลวดของคอยล์ที่เลือกใช้ทองแดงความบริสุทธิ์สูงแบบ HIGH PURITY LITZ COPPER คาปาซิเตอร์แบบโพลีโพไพลีนแบบ ULTRA FAST ของ SOLEN และคาปาซิเตอร์แบบโพลีสไตรีน สายภายในเป็นสายทองแดงแบบ PERFECT SURFACE COPPER WIRE เชื่อมต่อด้วยตะกั่วเงิน (SILVER SOLDER) ท่อระบายเบสยิงเสียงออกทางด้านหลังวางตัวอยู่ใกล้กันกับแนวของทวีตเตอร์ด้านหน้า ตัวท่อมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 มม. ยาวประมาณ 140 มม. โดยที่ปลายท่อจะผายออก สำหรับขั้วต่อสายลำโพงแบบ BINDING POST มีมาให้ 2 ชุด พร้อมกับ ADJUSTABLE JUMPER แบบเคลือบทอง 24K ของ CARDAS   สำหรับขั้วลำโพงนั้นสามารถรองรับขั้วต่อแบบก้ามปู ( SPADE )และบานาน่า ( BANANA PLUG ) ได้เท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070718.jpg"><img class="size-medium wp-image-963 aligncenter" alt="P1070718" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070718-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p>สเปคของลำโพง FOCUS AUDIO SIGNATURE SERIES FS-68 LE มีดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<table width="100%" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td width="79"></td>
<td width="393">
<table width="382" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td colspan="2" width="382"></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" width="382"></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" width="382"></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" width="382"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134">Frequency Response</td>
<td width="246">45 Hz &#8211; 25 kHz ± 3dB</td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134">Sensitivity</td>
<td width="246">85 dB/1 Watt/1 meter</td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134">Impedance</td>
<td width="246">Nominal 4 Ohms</td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134">Recommended Power</td>
<td width="246">20 - 200 Watts per channel</td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="134">Drivers</td>
<td width="246">One &#8211; 1&#8243; tweeter</td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246">One &#8211; 5-1/2&#8243; woofer</td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="140">Termination</td>
<td width="170">Gold plated binding posts</td>
</tr>
<tr>
<td width="140"></td>
<td width="170"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134">Size</td>
<td width="246">13&#8243; x 7&#8243; x 10&#8243;  (H x W x D)</td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134">Weight</td>
<td width="246">Net weight 20 lbs each</td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td width="246"></td>
</tr>
<tr>
<td width="134"></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ผลในการทดลองฟัง</b></p>
<p>FS-68 LE ได้ผ่านการใช้งานมาพอสมควรแล้วก่อนที่จะเดินทางมาถึงพวกเราจึงเบิร์นต่ออีกเกือบ 2 อาทิตย์ จึงนำขึ้นฟังกันตามปกติ ลูกขุนที่แวะเวียนเข้ามาฟังกันมีทั้งแบบนัดหมายมาเป็นกลุ่มและแบบเดี่ยวต่างกรรมต่างวาระ  แต่ผลการฟังขอรวบรวมไว้ในคราวเดียวกัน สำหรับซิสเต็มที่ใช้ร่วมในการฟังประกอบด้วย</p>
<p>เครื่องเล่นซีดี :              MARANTZ CD17 (CLOCK II), CD 11 MK II (CLOCK II)</p>
<p>ปรีแอมป์ :                    KRELL KSL, ADCOM GFP -750, MICHELL ORCA</p>
<p>เพาเวอร์แอมป์ :           KRELL KSA 50 S, FORTE F5, MICHELL ALECTO MONO       BLOCK</p>
<p>อินทีเกรทแอมป์ :         INCRECABLE IAMP TIA 240 (UP GRADE VERSION)</p>
<p>สายนำสัญญาณ :       VAMPIRE AI-II</p>
<p>สายลำโพง :                 VAMPIRE ST-II, ST-III</p>
<p>สายไฟ AC :                 XAV XAC#5, MUSIC MUSE ‘THE PROTOTYPE’ AC CABLE (ตัวต้นแบบ)</p>
<p>ฟิวส์ :                           MUSIC MUSE</p>
<p>สิ่งแรกที่ต้องเรียนให้ทราบเป็นอันดับแรกเลยก็คือ FOCUS AUDIO FS-68 LE มีอิมพีแดนซ์ที่ 4 โอห์มและความไว (SENSITIVITY) อยู่ที่ 85 dB/ 1 WATT/ 1 METER ซึ่งถือว่าเป็นลำโพงที่มีความไวที่ค่อนข้างต่ำ ยิ่งกับการใช้งานจริงด้วยแล้วในบางขณะอิมพีแดนซ์อาจจะลดลงเหลือเพียงแค่ 3 หรืออาจจะต่ำเพียงแค่ 2 โอห์ม FS-68 LE จึงถือว่าเป็นลำโพงที่ขับยากและต้องการพละกำลังวัตต์ หรือการจ่ายกระแส (CURRENT) จากแอมปลิไฟเออร์ที่มากกว่าปกติ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับลำโพงคู่อื่นๆ โดยทั่วไป ถึงแม้ว่าทาง FOCUS AUDIO จะมีสเปคระบุถึงกำลังวัตต์ของแอมปลิไฟเออร์ที่แนะนำอยู่ในช่วง 20 ถึง 200 วัตต์/ข้าง ก็ตาม ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด ถ้าต้องการให้ FS-68 LE แสดงประสิทธิภาพของมันออกมาอย่างเต็มที่</p>
<p>อันดับต่อมาก็คือเรื่องการจัดวาง เรานำ FS-68 LE วางบนขาตั้งสูง 600 มม. (24 นิ้ว) ที่ใต้ลำโพงได้จัดวางทิปโทแบบ SMALL TENDERFEET ของ MICHELL ไว้ 3 จุด โดยวางให้ปลายแหลมจิกลงบนขาลำโพง และวางห่างกันประมาณ 1.80 เมตร จัดวาง FS-68 LE แบบ RADICAL TOE-IN ผลที่ได้ออกมาไม่ดีนัก ขนาดของรูปวงที่ FS-68 LE นำเสนอค่อนข้างคับแคบ และมีขนาดเล็ก เสียงแหลมค่อนไปทางอับทึบ และเก็บตัวเร็ว ต่อมาได้ลองปรับ และขยับจนมาลงตัวที่มุมโทอินประมาณ 20 องศา</p>
<p>เนื่องจาก FS-68 LE ได้จัดวางทวีตเตอร์เอียงเป็นกระจกเงากันระหว่างลำโพงซ้ายและขวา พวกเราจึงได้เริ่มทดลองวาง FS-68 LE โดยให้ทวีตเตอร์วางตัวอยู่ด้านนอก เสียงโดยรวมจะวางวงถอยลึกลงไป (LAID BACK) กว่าแนวระนาบของลำโพงพร้อมกับมีรายละเอียดที่ดี แต่เนื้อเสียงในย่านเสียงแหลมนั้นเรียวบางเกินไป ดุลเสียงโดยรวมเหมือนจะมาโดดเด่นทางด้านกลางต่ำเป็นหลัก สำหรับเบสต่ำลงได้ลึก มีน้ำหนัก มีมวลเสียงที่ดี แต่ขนาดของวงยังคงมีอาณาบริเวณที่ค่อนข้างจำกัด</p>
<p>ต่อมาได้ลองปรับเปลี่ยนโดยจัดวาง FS-68 LE ให้ทวีตเตอร์วางตัวอยู่ทางด้านในแทน คราวนี้ FS-68 LE สามารถถ่ายทอดเวทีเสียงที่โอ่อ่า น้ำเสียงเปิดเผย เสียงแหลมมีมวลเสียงที่ดีขึ้น มีรายละเอียดพร้อมกับความกังวานที่ดีกว่าเดิมมาก เราจึงได้จัดวาง FS-68 LE ไว้ตามแบบหลังตลอดการฟังทั้งหมด ในการทดสอบได้ลองทั้งการต่อสายลำโพงในแบบซิงเกิ้ลไวร์ และไบ-ไวร์ เพื่อดูความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับ FS-68 LE</p>
<p>FS-68 LE นับว่ามีชื่อเสียง และความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะเมื่อแจ้งแก่คณะลูกขุนแล้ว หลายท่านตอบรับพร้อมกับนัดวันวอเวลานอกันเลย เมื่อถึงเวลานัดเหล่าลูกขุนที่นัดหมายก็มากันอย่างพร้อมเพรียง ในคาบแรกพวกเราเริ่มการฟังโดยการต่อสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์เป็นอันดับแรก</p>
<p>พวกเราเริ่มต้นกับชุดปรี-เพาเวอร์แบบคลาสส์ A กำลังขับที่ 50 วัตต์/ข้างด้วยแผ่นเพลงที่คุ้นหูกันดีอยู่แล้วอย่าง CLAIR MARLO (LET IT GO-SHEFFIELD LAB) เมื่อจบเพลงแรกเท่านั้น ก็เริ่มมีเสียงแสดงความคิดเห็นตามมาเป็นชุดตั้งแต่ “FOCUS ให้เสียงที่ราบเรียบก็จริง แต่ฟังดูเนือยๆ ไม่น่าสนใจ” ตามมาด้วย “ถึงแม้ดุลเสียงจะดีแต่เหมือนกับจะจำกัดรายละเอียดและเสียงแหลมเอาไว้” “ดู FOCUS จะอั้นๆ ให้เสียงออกมาไม่เต็มที่เลย” และตบท้ายด้วย “FS-68 LE ทำได้แค่นี้เองหรือ” อาจจะเป็นเพราะคณะลูกขุนคาดหวังกับ FS-68 LE ไว้ค่อนข้างเยอะ จึงรู้สึกว่าหลายท่านจะผิดหวังกับ FS-68 LE ไม่น้อยเลย</p>
<p>เมื่อเห็นดังนั้น ก็ต้องของเวลานอกกันสักพัก พร้อมกับแจ้งให้กับเหล่าลูกขุนได้ทราบว่า FS-68 LE นั้นมากับ JUMPER ของ CARDAS ดังนั้นในการฟังเริ่มต้นพวกเรา จึงขอเริ่มกับสิ่งที่ทาง FOCUS AUDIO จัดให้มาก่อน  เมื่อผลออกมาไม่น่าประทับใจนัก ก็เลยจัดการปรับเปลี่ยนมาใช้สาย JUMPER ประจำห้องฟังแทน</p>
<p>คราวนี้ FS-68 LE ก็ได้ฉายแววของลำโพงชั้นดีออกมาให้เป็นที่ประจักษ์กัน สังเกตได้จากสีหน้าและแววตาของลูกขุนที่แตกต่างไปจากครั้งแรก คราวนี้ทุกคนจดจ่ออยู่กับการฟัง FS-68 LE เป็นหลัก เริ่มจากเสียงกลางลูกขุนน้องใหม่ไฟแรงแสดงความคิดเห็นว่าเสียงกลางของ FS-68 LE มีความโดดเด่น และดีเป็นพิเศษ (CLAIR MARLO &#8211; LET IT GO) ดุลเสียงดี คราวนี้มาครบ แต่ไม่เน้น หรือเรียกร้องความสนใจมากนัก รายละเอียดมีเยอะมากจนรู้สึกได้ ลูกขุนมาดสุขุมกล่าวชม (OPUS 3 TEST CD 4.1) อีกท่านเห็นว่า FS-68 LE ให้เบสที่เร็วแต่ลงได้ไม่ลึกนัก (R &amp; R EXOTIC DANCES FROM THE OPERA) แต่อีกท่านกลับเห็นต่างมองว่า FS-68 LE ให้เบสที่ลงได้ลึกเกินตัว มีน้ำหนักที่ดี (TIME OUT : THE DAVE BRUBECK QUARTET)</p>
<p>ตบท้ายด้วยความเห็นของลูกขุนมือเก๋าที่คุ้นเคยกับ FS-68 ในอดีตเป็นอย่างดี “FS68 LE ไม่ทิ้งแนวเสียงไปจาก FS-68 เดิมเลย ยังคงแนวเสียงในลักษณะเดียวกันได้ดี จะว่าไปแล้ว FS-68 LE ก็คือ FS-68 ในมาดใหม่ ที่ให้คุณภาพเสียงได้ดีกว่าเดิม นี่ต้องถือว่าเป็นลำโพงขนาดเล็กที่ดีที่สุดในโลกคู่หนึ่งเลยทีเดียว”</p>
<p>ดูไปแล้วเหล่าลูกขุนส่วนใหญ่แม้จะพอใจกับ FS-68 LE ไม่น้อยแต่ก็ยังรู้สึกว่า FS-68 LE ยังแสดงสมรรถนะของตัวเองออกมาได้ไม่เต็มที่นัก พวกเราเลยสับเปลี่ยนชุดปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์จากเดิมมาเป็น MICHELL แทน พร้อมกับการเชื่อมต่อสายลำโพงแบบไบ-ไวร์ ครั้งนี้ FS-68 LE ก็แสดงศักยภาพของตนเองก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้จริงๆ</p>
<p>สิ่งที่สัมผัสได้ในทันทีก็คือ ความโปร่ง ความกระจ่างใส ที่เต็มไปด้วยรายละเอียด FS-68 LE สามารถที่จะแจกแจงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ออกมาได้อย่างโดดเด่น เสียงกลางมีความสะอาดเกลี้ยงเกลามีความชัดเจนและสดใสแยกแยะรายละเอียดได้ดี ถึงแม้ดุลเสียงจะค่อนมาทางบางอยู่บ้างก็ตาม (ELLA FITZGERALD : FOREVER ELLA) ความต่อเนื่องจากย่านเสียงกลางไปถึงกลางสูงมีความต่อเนื่องกลมกลืนเป็นอย่างดี เสียงแหลมนั้นแจ่มกระจ่างพรั่งพรูไปด้วยรายละเอียด  มีความกลมกลืนที่ดีแฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลที่มาพร้อมกับบรรยากาศที่จะชักนำให้คุณได้สัมผัสถึง ‘ลมหายใจ’ (AIR) ที่มีอยู่ในดนตรีที่เจือไว้ด้วยความหวานแบบประปราย</p>
<p>นี่ต้องนับว่าเป็นความพิเศษ และถือว่าเป็นจุดเด่นที่ FS-68 LE นำเสนอออกมาได้อย่างดียิ่งจริงๆ !(OPUS 3 : LARS ERSTRAND AND FOUR BROTHER)</p>
<p>อันที่จริงทวีตเตอร์ของ SCAN-SPEAK นั้นมักเป็นที่นิยมและถูกนำไปใช้ในลำโพงระดับไฮเอนด์กันอย่างแพร่หลาย พวกเรานั้นก็มีโอกาสได้สัมผัสฟังมาก็หลายรุ่น แต่ก็มีอยู่ไม่มากนักที่จะสามารถนำมาใช้แล้วสามารถจะทำออกมาได้ดีอย่างโดดเด่น ซึ่ง FOCUS AUDIO FS-68 LE ก็ถือเป็นหนึ่งในลำโพงจำนวนน้อยที่กล่าวมา เป็นความพิเศษที่หาฟังได้ยากยิ่ง ต่อให้เป็นลำโพงในระดับไฮเอนด์ที่มีราคาค่าตัวสูงกว่านี้อีกหลายเท่าตัวก็ตามที!</p>
<p>แต่ลูกขุนช่างติของเราก็อดไม่ได้ที่จะหาเรื่องมาจับผิด FS-68 LE จนได้ เสียงแหลมของ FS-68 LE ดีเยี่ยมก็จริง มีทั้งรายละเอียด บรรยากาศสามารถทอดตัวออกไปได้ไกลอย่างยากที่จะหาลำโพงคู่อื่นๆ มาต่อกรได้ง่ายๆ ก็จริง แต่ผมว่าเสียงแหลมฟังดูจะเรียวบางไปสักนิด ขาดอารมณ์ไปสักหน่อย(จริงๆ) (OPUS 3 : LARS ERSTAND AND FOUR BROTHER)</p>
<p>ลูกขุนอีกท่านก็ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของเสียงกลางด้วยเช่นกัน ว่า FS-68 LE นั้นถ่ายทอดเสียงกลางต่ำที่บางเบาไปหน่อย ย่อหย่อนมวลเสียงไปบ้าง (JOHN MICHAEL MONTGOMERY-KICKIN IT UP) อาจจะเป็นเพราะ FS-68 LE นั้นถ่ายทอดเสียงแหลมได้ดีมากและมีความโดดเด่นเป็นพิเศษจนทำให้ลูกขุนบางท่านรู้สึกเช่นนั้น  แต่สำหรับเสียงเบสแล้ว FS-68 LE สามารถถ่ายทอดเบสที่แน่นกระชับ มีแรงปะทะหรือน้ำหนักของหัวโน้ตเบสที่สัมผัสได้ถึงความลึกที่เกินตัวกับไดรเวอร์ขนาด  5.5 นิ้ว (PINK FLOYD : THE WALL) แต่ด้วยเบสที่มีโทนไปทางนุ่มนวลมากกว่าจะเน้นความดุดันประกอบกับการเก็บตัวที่เร็วของไดรเวอร์จึงทำให้รู้สึกว่าเบสต่ำๆ จะค่อยๆ ผ่อนน้ำหนักลงตามลำดับอย่างรวดเร็ว (THE MERRY ANGEL OPUS 5 : พญาลำพอง)</p>
<p>สมรรถนะทางด้านอิมเมจนั้น FS-68 LE สามารถถ่ายทอดขนาดของวงที่ขยายตัวได้กว้างเลยลำโพงทั้งซ้ายและขวาออกไปได้อย่างเป็นอิสระ การวางตำแหน่งของชิ้นดนตรีต่างๆ ทำได้นิ่ง มีความมั่นคงไม่วูบวาบแม้จะเปิดที่ความดังกว่าปกติก็ตาม แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและแกร่งของตัวตู้ที่ดีเป็นพิเศษ FS-68 LE จะวางรูปวงถอยลึกลงไปกว่าแนวระนาบของลำโพงเล็กน้อย ลักษณะของรูปวงจะเป็นรูปวงรี FS-68 LE สามารถแสดงตำแหน่ง และระดับชั้นของความลึกที่ถอยลงไปภายในเวทีได้ในระดับหนึ่งได้ดี การขึ้นรูปของอิมเมจรวมทั้งช่องว่างระหว่างดนตรีมีให้สัมผัสฟังได้อยู่ในระดับที่ดี</p>
<p>ความสามารถในการถ่ายทอดขนาดและรูปวงของดนตรีรวมทั้งอิมเมจนั้น FS-68 LE จะวางตัวอย่างเป็นกลางๆ สัดส่วนต่างๆ จะแปรเปลี่ยนไปตามบุคคลิกของซิสเต็มและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ร่วมในซิสเต็มว่ามีความสามารถมากมายเพียงไรแค่ไหนเป็นสำคัญ ดังนั้นอย่าประมาทเชียวละ ถ้าอยากจะสัมผัสฟัง FS-68 LE อย่างเข้าถึงแล้วละก็ ควรจะให้ความสำคัญกับแอมปลิไฟเออร์ที่จะมาจับคู่ด้วย ไม่ใช่ว่า FS-68 LE จะเป็นลำโพงที่จู้จี้ หรือช่างเลือก (คู่) หรอกนะครับ  แต่ FS-68 LE ก็ต้องการเนื้อคู่ที่เหมาะสมและมีความทัดเทียมกัน  เพราะถ้าดีไม่เพียงพอก็ยากที่จะหวังได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของ FS-68 LE</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070722.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-964" alt="P1070722" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2013/01/P1070722-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p><b>สรุป</b></p>
<p>ต้องนับว่านี่คือความพยายามของ FOCUS AUDIO ที่ได้อุ้มชู FS-68 ให้ดำรงและคงอยู่เพื่อสานตำนานอีกบทหนึ่งต่อไปในวงการเครื่องเสียงอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับ FS-68 LE ก็ต้องถือว่าเป็นลำโพงที่เปี่ยมคุณภาพ และแสดงออกถึงความภาคภูมิใจของ FOCUS AUDIO ที่มีอยู่ใน FS-68 LE อย่างเต็มเปี่ยม ด้วยกาลเวลา และค่าเงินที่เปลี่ยนผัน ส่งผลให้ราคาของ FS-68 LE ปรับสูงขึ้นมาเกือบ 30% จนราคาใกล้แตะตัวเลข 6 หลักเข้าไปทุกทีเมื่อเปรียบเทียบกับ FS-68 SE และ FS-68ในอดีต  แต่ถ้าลองคำนึงถึงความประณีตของเนื้องาน และความพิถีพิถัน ผนวกเข้ากับคุณภาพเสียงที่ FS-68 LE นำเสนอออกมาได้อย่างโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ซึ่งแสดงความเหนือชั้นของลำโพงที่นับว่า ‘เข้าขั้น’ แตกต่างไปจากลำโพงชั้นดีโดยทั่วไป และสามารถไต่ระดับขึ้นไปเทียบเคียงกับลำโพงในระดับไฮเอนด์ ที่มีราคาสูงกว่าหลายเท่าได้อย่างเต็มภาคภูมิ</p>
<p>FOCUS AUDIO SIGNATURE SERIES FS-68 LE (LIMITED EDITION) ถือว่าเป็นลำโพงที่จัดเป็นตัวเลือกในลำดับต้นๆ ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง ถ้าหูถึง เครื่องถึงและงบถึง นี่คือลำโพงที่แนะนำให้คุณต้องหาโอกาสไปสัมผัสฟังให้ได้ เพราะถ้าพลาดก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งจริงๆครับ !</p>
<p><b>            </b><b>ขอขอบคุณ บริษัท อินเวนทีฟ เอวี จำกัด โทร. 0-2238-4078 ที่เอื้อเฟื้อลำโพงมาให้ทดสอบในครั้งนี้</b></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/articles/focus-audio-fs-68-le/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>KEF LS 50</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/articles/kef-ls-50/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/articles/kef-ls-50/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Dec 2012 07:34:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=945</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเอ่ยถึงผู้ผลิตลำโพงจากเกาะอังกฤษ ที่มีความมุ่งมั่น มีพัฒนาการและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ถ้าลองนับดูก็มีอยู่หลายเจ้าด้วยกัน แต่ที่สามารถจะพัฒนาและผลิตไดรเวอร์ขึ้นมาให้ตรงกับแนวคิดที่ได้วางไว้นั้น นับว่ามีอยู่ไม่มากนัก ซึ่งในจำนวนนั้นมี KEF รวมอยู่ด้วย]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><b>TEST REPORT<br />
KEF LS50<br />
หัสคุณ</b></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070639.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-958" alt="P1070639" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070639-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p>        เมื่อเอ่ยถึงผู้ผลิตลำโพงจากเกาะอังกฤษ ที่มีความมุ่งมั่น มีพัฒนาการและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ถ้าลองนับดูก็มีอยู่หลายเจ้าด้วยกัน แต่ที่สามารถจะพัฒนาและผลิตไดรเวอร์ขึ้นมาให้ตรงกับแนวคิดที่ได้วางไว้นั้น นับว่ามีอยู่ไม่มากนัก ซึ่งในจำนวนนั้นมี KEF รวมอยู่ด้วย</p>
<p>KEF เองก็เพิ่งจะฉลอง เนื่องจากครบรอบ 50 ปี (50<sup>th</sup> Anniversary) ไปเมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง ประวัติของ KEF นั้นต้องถือว่ายืนยาวและยิ่งใหญ่จริงๆ คีย์แมน คนสำคัญของ KEF ก็คือ RAYMOND COOKE ซึ่งได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานในตำแหน่ง พนักงานวิทยุ (RADIO OPERATION) ที่ ROYAL NAVY ต่อมา RAYMOND ได้เข้าศึกษาต่อจนจบ BSc ในสาขา ELECTRICAL ENGINEERING จาก UNIVERSITY OF LONDON จากนั้นเขาจึงได้เข้าร่วมงานในแผนก ENGINEERING DESIGNS DEPARTMENT ที่ BBC (BRITISH BROADCASTING CORPORATION) RAYMOND ได้รับโอกาสทองในการค้นคว้าและพัฒนาลำโพงร่วมกับทีมงานที่เปี่ยมความสามารถอย่าง DUDLEY HARWOOD และ D.E.L.SHORTER นี่คือจุดเริ่มต้นที่ได้จุดประกายความสนใจของ RAYMOND COOKE ในการออกแบบลำโพงอย่างฝังรากลึก</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/ramond-cooke.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-959" alt="ramond cooke" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/ramond-cooke-300x143.jpg" width="300" height="143" /></a>จากนั้น RAYMOND COOKE ได้ย้ายไปอยู่กับWHARFEDALE ทำงานในตำแหน่ง TECHNICAL DIRECTOR นานถึง 6 ปี ที่นี่เองที่ RAYMOND เริ่มมีความคิดว่าไดรเวอร์สำหรับเบส ควรจะมีขนาดที่เล็กลงมากกว่าจะยึดติดกับ “ความเชื่อ” ในขณะนั้นว่าไดรเวอร์เบส จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ แบบ 8 หรือ 10 นิ้ว เป็นอย่างน้อย ในขณะนั้นไดรเวอร์ส่วนใหญ่จะขึ้นรูปจากกระดาษ (PAPER PULP) ซึ่งมีกรรมวิธีในการผลิตที่ยุ่งยาก มีราคาแพงและใช้เวลามาก RAYMOND COOKE ได้มีแนวความคิดที่จะทำไดรเวอร์จากวัสดุประเภทพลาสติก (MOULDED PLASTIC CUPS) เขายังได้ค้นพบถึงการนำเอาวัสดุแผ่นเรียบมาผ่านกรรมวิธี เพื่อให้ขึ้นรูปออกมาเป็นกรวยแบบที่ต้องการได้ แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ทาง WHARFEDALE ไม่เปิดใจตอบรับกับเทคนิคใหม่ที่ RAYMOND COOKE คิดค้นเพื่อพัฒนาลำโพงในขณะนั้น</p>
<p>RAYMOND COOKE จึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่ามีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น คือเขาต้องเสี่ยงกับทุกสิ่งที่เขามี และเริ่มต้นทุกอย่างด้วยตัวของเขาเอง RAYMOND COOKE ด้วยวัย 36 ปี ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทผลิตลำโพงขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ MEDWAY RIVER ใน MAIDSTONE โดยมีหุ้นส่วนคือ JOHN BALLS และ BOB PEARCH พวกเขาได้สถานที่ภายใน KENT ENGINEERING &amp; FOUNDRY โดยให้ BOB PEARCH ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท (MANAGING DIRECTOR) ของบริษัท โดยตัวของ RAYMOND เองดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานของบริษัทคนแรก สำหรับชื่อของบริษัทนั้น  RAYMOND COOKE เลือกใช้อักษรย่อของสถานที่มาเป็นชื่อบริษัท ซึ่งนั่นก็คือ “KEF” ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1961 การเริ่มต้นของ KEF ด้วยทุนเพียง 4,000 ปอนด์ นับว่าน้อยมากและมีความเสี่ยงที่สูงยิ่ง แต่ด้วยความชำนาญในการออกแบบลำโพงของ RAYMOND ผนวกกับแนวคิดในการผลิตไดรเวอร์ด้วยวัสดุใหม่ ทำให้ KEF เริ่มต้นและตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p>ต่อมาทาง KEF ก็ได้มือดีอย่าง MALCOLM JONES มาร่วมงาน ซึ่งถือว่าเป็นพนักงานคนที่สองของ KEF ต่อจาก RAYMOND COOKE หลังจากนั้นไม่นาน KEF ก็ประสบความสำเร็จกับลำโพง รุ่น K1 MONITOR ตามมาด้วยลำโพงแบบวางหิ้งรุ่น CELESTE ในช่วงปี ค.ศ. 1960s นี่เองที่ KEF โดย RAYMOND COOKE ได้กลับไปร่วมงานกับทาง BBC อีกครั้ง และคราวนี้ได้มีการตกลงและเซ็นสัญญา เพื่อให้ KEF ผลิตลำโพงที่ทาง BBC ได้ออกแบบขึ้น คือลำโพงรุ่น LS 5/1A และนำออกจำหน่าย ตามด้วยลำโพง รุ่น LS 5/2, LS 3/4 และ LS 5/5</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/LS5_1A.jpg"><img class="size-full wp-image-950" alt="LS5_1A" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/LS5_1A.jpg" width="122" height="190" /></a> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/60_2.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-949" alt="60_2" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/60_2.jpg" width="119" height="121" /></a></p>
<p>        ในช่วงเวลานี้เองที่ RAYMOND COOKE และ MALCOLM JONES ได้ทำการทดลอง และคิดค้น ไดอะแฟรม หรือกรวยของลำโพงแบบใหม่ ซึ่งขึ้นรูปจาก HIGH IMPACT POLYSTYRENE และตั้งชื่อว่า BEXTRENE และในปีค.ศ. 1966 KEF ก็ได้นำไดรเวอร์กรวย BEXTRENE ใหม่ ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก แบบ WORLD’S FIRST โดยมีชื่อรุ่นว่า B110 พร้อมทั้งทวีตเตอร์ขนาด 19 มม. รุ่น T27 ที่โดมทำมาจาก  MELINEX จากนั้นอีกเพียงไม่กี่ปี กว่าครึ่งของบริษัทผู้ผลิตลำโพงภายในประเทศอังกฤษ ก็หันมาใช้ไดรเวอร์ของ KEF เป็นหลัก ส่งผลให้ KEF ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตลำโพงระดับโลกอย่างภาคภูมิ</p>
<p>ในปีค.ศ.1970 ลำโพงรุ่น LS 3/5 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง BBC กับ KEF ตามความต้องการของ BBC ที่ต้องการลำโพงแบบ MONITOR ขนาดเล็กเพื่อใช้ในการรายงานข่าวภาคสนาม ภายในรถยนต์ จากนั้นอีก 5 ปี คือในปี ค.ศ. 1975 หลังจากที่ทาง KEF ได้ทำการปรับปรุง และพัฒนาไดรเวอร์ รุ่น B110 และทวีตเตอร์รุ่น T27 ขึ้นใหม่ ลำโพง LS 3/5 ก็ถูกพัฒนามาเป็น LS 3/5A แน่นอนว่า LS 3/5A ก็โด่งดังจนกลายมาเป็นลำโพงในระดับ “ตำนาน” ของเหล่านักเล่นเครื่องเสียงมาจวบจนถึงปัจจุบัน มี LS 3/5A ถูกผลิตออกจำหน่ายไม่น้อยกว่า 100,000 คู่ เลยทีเดียว!</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/4.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-948" alt="4" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/4-300x297.jpg" width="300" height="297" /></a></p>
<p>            หลังจากนั้น KEF ยังคง มุ่งมั่นและพัฒนาลำโพงรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น รุ่น REFERENCE SERIES MODEL 105, 105.2, 104/2 และ 105/3 แน่นอนว่าลำโพงของ KEF มากมายหลายรุ่น ต่างได้รับการตอบรับ พร้อมกับการยอมรับในงานระดับวิศวกรรมที่พัฒนามาอย่างเป็นระดับ ถึงแม้ลำโพงของ KEF ยังคงมียอดจำหน่ายที่ดีแต่ในปี ค.ศ. 1991 ทาง KEF ก็ประสบกับปัญหาทางด้านการเงินอย่างรุนแรง  และหลังจากนั้นเพียง 1 ปี  KEF ก็ตกเป็นของบริษัท GOLD PEAK GROUP จากฮ่องกง RAYMOND COOKE ผู้ก่อตั้ง KEF และดำรงตำแหน่ง LIFE PRESIDENT ก็เสียชีวิตลงในวันที่ 19 มีนาคม ปีค.ศ. 1995 ด้วยอายุ 70 ปี</p>
<p>แต่เรื่องราวของ KEF ยังไม่จบ แต่ก็ได้รับการสานต่อ GOLD PEAK GROUP ได้ย้ายฐานการผลิตของ KEF ไปอยู่ที่ GP ACOUSTICS FACTORY  ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน  แต่ทีมงานวิจัย,พัฒนาและออกแบบของ KEF ยังคงปักหลักอยู่ที่ KENT ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ๆทาง KEF ลงหลักปักฐานมาตั้งแต่ต้น โดยมีนัยยะก็เพื่อคงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของ KEF และยังคงปกป้องพร้อมกับรักษาความเป็น KEF ของอังกฤษที่ได้รับอิทธิพลมาจาก BBC หรือที่เรียกว่า “สุนทรียทางเสียงแห่งอังกฤษ” เอาไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง</p>
<p>หลังจากนั้น KEF ก็หันหัวเรือมุ่งสู่ระบบโฮมเธียร์เตอร์อย่างจริงจังอยู่นานหลายปี KEF กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยลำโพง รุ่น “เรือธง” ระดับSTATE-OF-THE-ART อย่าง MUON โดยมี DR.ANDREW WATSON เป็นหัวหน้าโครงงาน ลำโพงรุ่น MUON ถูกผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 100 คู่เท่านั้น สนนราคาอยู่ที่ 70,000 ปอนด์ ในปี ค.ศ.2007</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/2.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-946" alt="2" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/2-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: left;">            ใครที่คาดว่า KEF น่าจะพอใจกับผลงานอันน่าทึ่งอย่าง MUON แล้ว คงคิดผิด เพราะหลังจากนั้นอีกเพียง 2 ปี KEF ก็ตามมาด้วยดาบสอง คือลำโพง CONCEPT “BLADE” เป็นโปรเจกต์ที่รังสรรค์โดย MARK DODD และทีมงานที่มี RESEARCH ENGINEER อย่าง JACK OCLEE-BROWN ร่วมอยู่ด้วย ลำโพง CONCEPT “BLADE” ใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 3 ปี เพื่อตอกย้ำถึงเทคโนโลยีในการพัฒนา ลำโพงที่ KEF มุ่งมั่นและทำต่อเนื่องมาอย่างยาวนานนั่นเอง ลำโพง CONCEPT “BLADE” ได้รวบรวมเอานวัตกรรม รวมทั้งแนวคิด และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของ KEF เข้าไว้ด้วยกัน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/3.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-947" alt="3" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/3-199x300.jpg" width="199" height="300" /></a></p>
<p>            และเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี (50<sup>th</sup> Anniversary) KEF ก็ได้สร้างลำโพง MINI MONTITOR เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางด้านออดิโอที่ KEF ได้ทุ่มเอาไว้ในลำโพงรุ่นเรือธงอย่าง BLADE พร้อมกับนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านั้นถ่ายทอดลงมาไว้ในลำโพงใหม่รุ่นพิเศษนี้ ซึ่งก็คือ KEF LS 50 นั่นเอง</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070628.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-957" alt="P1070628" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070628-300x225.jpg" width="300" height="225" /></a></p>
<p><b>KEF LS 50</b><b> แรงบันดาลใจจาก</b><b> LS 3/5a</b></p>
<p>จากแรงบันดาลใจของลำโพงระดับ “ตำนาน” LS 3/5aประกอบกับเทคโนโลยีที่ทีมงานวิศวกรของ KEF ได้บรรจงรังสรรค์ไว้ในลำโพง BLADE และเพื่อเป็นการรำลึกถึงวาระอันสำคัญยิ่ง ในการฉลองครบรอบ 50 ปี ของ KEF ลำโพง LS 50 คือการตอกย้ำถึงการค้นคว้าและการออกแบบ R&amp;D (RESEARCH &amp; DESIGN) รวมทั้งงานวิศวกรรมอันล้ำสมัย เพื่อเข้าถึงลำโพง LS 3/5a ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดย KEF อย่างแท้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070614.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-955" alt="P1070614" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070614-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p>การเลือกใช้รหัส “LS” กับลำโพงคู่ใหม่ ในการฉลองวาระอันสำคัญยิ่งในครั้งนี้นั้น แสดงให้เห็นว่า KEF พยายามที่จะเตือนความทรงจำถึงบทบาทสำคัญที่ KEF ได้ทุ่มเทให้กับวงการออดิโอ และพัฒนาการของระบบเสียงแบบไฮ-ไฟ (HI-FI SOUND RE-PRODUCTION) เหมือนกับจะบอกเป็นนัยว่า ลำโพง LS 50 นั้นก็คือ การกลับมาอีกครั้งของ LS 3/5a ในปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>รูปลักษณ์และการออกแบบ</b></p>
<p><b>         </b>KEF LS 50 ถือว่าเป็นลำโพงแบบ MONITOR ที่มีขนาดเล็ก (MINI) มีความสูงเพียง 302 มม. (11 นิ้ว ซึ่งใกล้เคียงกับความสูงของลำโพง LS 3/5a ในอดีต) มีความกว้าง 200 มม. (7.9 นิ้ว) และลึก 278 มม. (10.9 นิ้ว) มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 7.2 กก./ข้าง ตัวตู้ได้รับการพ่นสีดำและเคลือบเงาแบบ HIGH GLOSS PIANO BLACK CABINET ด้านบนจะมีการสกรีนโลโก้ของ KEF ทำให้ดูโดดเด่น แผงหน้าถูกออกแบบให้โค้งเว้าจากด้านบนลงมาทางด้านล่างแบบ CURVED BAFFLE</p>
<p>LS 50 ใช้วูฟเฟอร์ ขนาด 130 มม. (5.25 นิ้ว) ขอบรอบวูฟเฟอร์ทำสีเคลือบเงาแบบ HIGH GLOSS มีรหัสรุ่น LS 50 อยู่ตรงกลางด้านบน และ 50<sup>th</sup> ANNIVERSARY MODEL อยู่ด้านล่างตัวหนังสือเป็นสีทองตัดกับแผงหน้าที่ทำสีดำด้าน ส่งผลให้ LS 50 ดูงดงาม สำหรับทวีตเตอร์เป็นแบบ UNI-Q อันเลื่องชื่อของ KEF ซึ่งวางตัวอยู่ตรงศูนย์กลางของวูฟเฟอร์ LS 50 ถูกออกแบบมาเป็นลำโพงแบบตู้เปิด (BASS REFLEX) โดยที่ตัวพอร์ทหรือท่อระบายอากาศรูปวงรี จะวางตัวอยู่ทางด้านหลัง KEF ยังได้วางโลโก้พร้อมกับชื่อรุ่น และระบุเนื่องในวาระ 50 ปี ด้วยตัวหนังสือสีทองอย่างสวยงามไว้ข้างๆ กับท่อ ใน LS 50 จะมีขั้วลำโพงมาให้เพียงคู่เดียว เพื่อการต่อใช้งานแบบ SINGLE-WIRE เท่านั้น สำหรับขั้วลำโพงนั้นสามารถรองรับขั้วต่อทั้งแบบก้ามปู(SPADE),บานาน่า(BANANA PLUG)และสายเปลือยขนาด 4 มม.ได้</p>
<p style="text-align: left;">            ถึงแม้ว่า LS 50 จะเป็นลำโพงที่มีขนาดเล็กแต่เทคโนโลยีและความทุ่มเทของทีมวิศวกรของ KEF ได้บรรจงใส่ไว้ใน LS 50 นั้น ต้องนับว่ามากมายจริงๆ เริ่มกันตั้งแต่ตัวตู้ ซึ่งทาง KEF ได้ใช้เทคโนโลยีที่สำคัญถึง 3 ประการ ด้วยกัน ในการจัดการปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เริ่มจากโครงสร้างของตู้ที่ LS 50 ถูกออกแบบมาอย่างแน่นหนา และ “แกร่ง” เกินตัว KEF ใช้หลักการ CLD BRACING (CONSTRAINED LAYER DAMPING) ในการคาดโครงภายใน เพื่อตรึงทั้งแผงหน้า, แผงหลัง และผนังด้านข้าง ทั้ง 2 เข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา สามารถรับแรงสั่นสะเทือนของตัวตู้ (CABINET VIBRATION) อย่างได้ผล อีกทั้งยังมีการออกแบบการหยุด การสั่นไหว ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของไดรเวอร์ ที่เรียกว่า SECONDARY RADIATION ของผนังภายในด้วยวัสดุพิเศษ (SPECIALLY DESIGNED DAMPING)</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070596.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-954" alt="P1070596" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070596-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: left;">  อันดับที่สองคือ ท่อระบายอากาศรูปวงรีที่มีชื่อว่า ELLIPTICAL FLEXIBLE PORT โดยตัวท่อนั้นจะเป็นรูปวงรี โดยมีปลายทั้งสองด้านผายออกทั้งภายในและภายนอกตู้ ถ้าคุณลองเอามือล้วงเข้าไปภายในจะพบกับฟองน้ำแบบ CLOSED-CELL FOAM ที่อ่อนนุ่ม และให้ตัวได้ นี่ต้องนับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ทาง KEF ได้คิดค้นขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า PATENT-PENDING TECHNOLOGY โดยใช้เครื่องมือในการค้นคว้าชั้นเยี่ยมอย่าง FEA และ CFD (FINITE ELEMENT ANALYSIS AND COMPUTATIONAL FLUID DYNAMICS) ในการปรับแต่ง เพื่อลดการเกิดเรสโซแนนซ์บริเวณปลายท่อ ป้องกันการเกิดแรงเสียดทานของอากาศ และลดอาการไหลเวียนที่รุนแรงของลม (TURBULENCE) ลงให้มีความสม่ำเสมอ แก้ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับท่อลำโพงโดยทั่วไป นอกจากนี้ KEF ยังได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับความถี่ในย่านเสียงกลาง (MID-RANGE) ที่มักจะถูกแต่งแต้มสีสัน ทำให้ขาดความเที่ยงตรง อันเนื่องมาจากมีการย้อนกลับของลมที่ปลายท่อเดินทางกลับเข้าไปในตู้ ดังนั้นด้วยท่อแบบ ELLIPTICAL FLEXIBLE PORT ที่มีฟองน้ำแบบ CLOSED-CELL FOAM นี้เอง ที่จะช่วยจัดการกับปัญหาดังกล่าว ทำให้เสียงกลางมีความสดใส ถ่ายทอดรายละเอียดได้อย่างถูกต้องและเที่ยงตรง</p>
<p>            และอันดับสุดท้ายก็คือ การออกแบบแผงหน้าของ LS 50 ให้โค้งลงแบบ CURVED BAFFLE ที่ถูกคำนวณมาอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้มุมการกระจายเสียงของคลื่นเสียง (SOUND WAVES) จากไดรเวอร์มีมุมที่กว้างขึ้น ตอบสนองความถี่ได้อย่างราบเรียบ ทั้งในแนวแกน (ON-AXIS) หรือ นอกแนวแกน (OFF-AXIS) ลดโอกาสการเกิดการสะท้อนของเสียงที่บริเวณหน้าลำโพง (REFLECTION) ให้มีน้อยที่สุด ที่ด้านหลังของตัวแผงหน้าที่โค้งเว้านั้น ภายในยังได้ถูกออกแบบให้เป็นแนวร่องแบบ RIBBED REAR SURFACE ความโค้งด้านหน้าช่วยเสริมความแกร่ง ลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี สำหรับร่องภายในยังช่วยลดการเกิดเรสโซแนนซ์ แบบ CAVITY RESONANCE ที่เกิดขึ้นด้านหลังของไดรเวอร์ซึ่งอยู่ภายในของลำโพงได้ดีอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070590.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-953" alt="P1070590" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070590-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p>สำหรับไดรเวอร์ที่ใช้ภายใน LS 50 เป็นแบบไดรเวอร์ตัวเดียว (SINGLE-DRIVER) สองทาง (TWO-WAY) ที่ KEF เรียกว่า UNI-Q COINCIDENT ARRAYS ซึ่งมีทวีตเตอร์ติดตั้งอยู่ ณ จุดศูนย์กลางตำแหน่งของวอยซ์คอยล์ของไดรเวอร์เบส/มิดเรนจ์ UNI-Q นี้ ทาง KEF ได้คิดค้นขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 เพื่อต้องการให้ไดรเวอร์ทำงานแบบ POINT SOURCE กล่าวคือให้ความถี่เสียงตลอดย่าน เกิดมาจากจุดเดียวกัน KEF เชื่อว่าด้วยวิธีนี้เท่านั้น ที่เสียงตลอดย่านความถี่ ทั้งเสียงแหลมเสียงกลาง และเสียงทุ้ม จะสามารถเดินทางมาถึงหูของผู้ฟังในเวลาเดียวกันอย่างแท้จริง ไม่เพียงเท่านั้น รูปแบบของการกระจายเสียงที่มาจากจุดกำเนิดเดียว (SOUND SPREAD IN NEAR-IDENTICAL PATTERNS) ยังช่วยให้ผู้ฟังที่จู้จี้ พิถีพิถัน ไม่จำเป็นต้องนั่งในตำแหน่ง “ที่ดีที่สุด” หรือจุด “SWEET SPOT” เพื่อจะได้ยินสเตอริโอ อิมเมจที่สมบรูณ์</p>
<p>KEF ได้พัฒนา UNI-Q มาอย่างต่อเนื่อง และใน LS 50 ก็คือพัฒนาการล่าสุดของไดรเวอร์แบบ UNI-Q ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากลำโพงรุ่นเรือธงอย่าง BLADE ด้วยวูฟเฟอร์เบส/มิดเรนจ์ ขนาด 130 มม. (5.25 นิ้ว) ที่ไดอะแฟรมขึ้นรูปจากส่วนผสมของแมกนีเซียม (MAGNESIUM) และอะลูมิเนียม (ALUMINIUM ALLOY) ทำสีแบบ ROSE GOLD ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ KEF สามารถที่จะทำไดอะแฟรมแบบโลหะผสมออกมาได้บางและเบาเป็นพิเศษ แต่ยังคงความแข็ง (STIFF) และมีผิวที่เรียบ สำหรับขอบเซอราวด์ของไดรเวอร์ ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่โดย KEF มีชื่อเรียกว่า “Z-FLEX” ซึ่งทาง KEF ได้ใช้ในลำโพงรุ่นตระกูล Q และ R ก่อนหน้านี้  ทาง KEF ยืนยันว่าด้วยขอบแบบ Z-FLEX ใหม่นี้ จะช่วยให้การกระจายเสียง (DISPERSION) ได้มุมที่กว้างขึ้นกว่าขอบแบบเซอราวด์แบบทั่วไป</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070587.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-952" alt="P1070587" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070587-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p>            สำหรับทวีตเตอร์เป็นโดมอะลูมิเนียม (VENTED ALUMINIUM DOME TWEETER) ขนาด 25 มม. (1 นิ้ว) ที่จะมีตัวควบคุมมุมกระจายเสียง (WAVEGUIDE) ที่มีชื่อเรียกว่า “TANGERINE” ซึ่งมีความหมายว่า ส้มเปลือกหนา หรือส้มจีน ตัว WAVEGUIDEนี้ จะมีลักษณะคล้ายกับกรีบส้มจำนวน 9 กรีบด้วยกัน โค้งตัวเรียวเว้าเข้าสู่จุดศูนย์กลางที่จะเป็นปลายแหลม นี่ก็คืออีกหนึ่งพัฒนาการที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากลำโพง BLADE เช่นกัน สำหรับจุดตัดของครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กจะอยู่ที่ 2.2 kHz</p>
<p>LS 50 ถูกออกแบบมาโดยไม่มีหน้ากากเพื่อปิดบังความสวยงามแต่อย่างใดทั้งสิ้น ดังนั้นเวลาจะยกหรือเคลื่อนย้าย พึงระวังเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งบ้านไหนมีเด็กๆ อยู่ยิ่งต้องระวังกันเป็นพิเศษเลยทีเดียว สำหรับสเปคของ LS 50 มีดังต่อไปนี้</p>
<table border="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top"></td>
<td valign="top"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Design</td>
<td valign="top">Two-way bass reflex</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Drive units</td>
<td valign="top">Uni-Q driver array:<br />
HF: 25mm (1in.) vented<br />
aluminium dome<br />
LF/MF: 130mm (5.25in.)<br />
magnesium/aluminium alloy</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Frequency range (-6dB)</td>
<td valign="top">47Hz &#8211; 45kHz</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Frequency response (±3dB)</td>
<td valign="top">79Hz &#8211; 28kHz</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Crossover frequency</td>
<td valign="top">2.2kHz</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Amplifier requirements</td>
<td valign="top">25 &#8211; 100 W</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Sensitivity (2.83V/1m)</td>
<td valign="top">85dB</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Harmonic distortion<br />
2nd &amp; 3rd harmonics (90dB, 1m)</td>
<td valign="top">&lt;0.4% 175Hz-20kHz</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Maximum output</td>
<td valign="top">106dB</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Nominal impedance</td>
<td valign="top">8Ω (min. 3.2Ω)</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Weight</td>
<td valign="top">7.2kg (15.8lbs.)</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top">Dimension (H x W x D)<br />
(with terminal)</td>
<td valign="top">302 x 200 x 278 mm<br />
(11.9 x 7.9 x 10.9 in.)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>ผลการทดลองฟัง</b></p>
<p>KEF LS 50 เดินทางมาถึงก็เกือบจะปลายเดือน ทำให้พวกเรามีเวลาค่อนข้างจำกัด เพื่อเร่งให้ทันปิดต้นฉบับ ถึงแม้ LS 50 จะมีร่องรอยในการใช้งานมาบ้างแล้ว แต่พวกเราก็จัดการเบิร์นอินตามระเบียบ เพื่อให้ LS 50 มีความพร้อมเต็มที่ สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังประกอบด้วย :</p>
<p>เครื่องเล่นซีดี :             MARANTZ CD 17 (CLOCK II), CD 11</p>
<p>MKII (CLOCKII)</p>
<p>อินทีเกรทแอมป์ :      INCRECABLE iAMP TIA-240</p>
<p>ปรีแอมป์ :             XAMP X-02 SE, KRLL KSL, ADCOM</p>
<p>GFP-750</p>
<p>เพาเวอร์แอมป์ :       XAMP X-120A, KRELL KSA 50S, FORTE’ F-5</p>
<p>ลำโพงที่ใช้ในการเปรียบเทียบ :      XAV SMALL ONE CLASSIC</p>
<p>สายนำสัญญาณ :    VAMPIRE AI-II</p>
<p>สายลำโพง :          VAMPIRE ST II</p>
<p>สายเอซี :             XAC #5 (AC POWER CORD)</p>
<p>ฟิวส์ :                 MUSIC MUSE</p>
<p>สำหรับการจัดวางนั้น พวกเราเริ่มด้วยการนำ LS 50 วางบนขาตั้งสูง 600 มม. (24 นิ้ว) ใต้ลำโพงได้จัดวางทิปโทของ MICHELL SMALL TENDERFEET ไว้ 3 จุด ให้ปลายแหลมจิกลงบนขาลำโพง และวางห่างกันประมาณ 1.80 เมตร จัดวาง LS 50 แบบ RADICAL TOEO-IN ผลปรากฏว่า LS 50 ถ่ายทอดขนาดของเวที และรูปวงที่มีขนาดค่อนข้างจำกัด วางตัวอยู่ในระหว่างลำโพงซ้ายและขวา เสียงกลางมีมวลที่ดี แต่เสียงแหลมนี่ซิ กลับอับทึบขาดรายละเอียด และเก็บตัวเร็วเป็นพิเศษ จึงได้ค่อยๆ ลองปรับและขยับ LS 50 ใหม่ จนมาลงตัวที่มุม โท-อิน ประมาณ 15 องศา พวกเราจัดวาง LS 50 ห่างออกจากทั้งผนังข้าง และผนังด้านหลังมากพอสมควร ด้วยความตั้งใจ ให้ LS 50 วางตัวเป็นอิสระปลอดจากอุปกรณ์หรือตัวเสริมช่วยใดๆ เพื่อให้ LS 50 ได้แสดงประสิทธิภาพของตัวเองอย่างเต็มที่</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070617.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-956" alt="P1070617" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070617-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p>โดยการฟังของคณะลูกขุนแล้ว KEF LS 50 นับว่าสร้างความประทับใจให้กับเหล่าลูกขุนที่ร่วมฟังอยู่ได้ไม่น้อยเลย เริ่มจาก ความกลมกลืน และดุลเสียงที่ LS 50 ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมดุล และราบเรียบดีเป็นพิเศษ ลูกขุนกิตติมศักดิ์ท่านหนึ่งกล่าวชม (CAROL KIDD : NICE WORK) เสียงกลางเปิดเผยน่าฟัง  มีรายละเอียดที่ดี อีกท่านแสดงความคิดเห็นในบทเพลงเดียวกัน  กับแผ่นเพลงของ ELLA FITZGERALD ลูกขุนท่านหนึ่งจับได้ว่า จังหวะของดนตรีที่ LS 50 นำเสนอออกมานั้นดูจะเนิบช้ากว่าที่คุ้นเคยอยู่บ้าง “นุ่มนวล กลมกล่อม แต่ไม่เร่งเร้า” ในขณะที่อีกท่านหนึ่งจับประเด็นเรื่องเสียงแหลมที่ LS 50 ถ่ายทอดออกมาสอดรับกับย่านเสียงกลางได้ดี มีรายละเอียดแต่ไม่เรียกร้องความสนใจ ฟังได้เพลินดี (ELLA FITZGERALD : FOREVER ELLA)</p>
<p>เสียงเบสของ LS 50 แน่นกระชับ มีพลังเกินตัวไม่น้อย ลูกขุนท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็น ลูกขุนคอเบสเสริมว่า แม้จะแน่น แต่ออกมาทางนุ่มนวล เบสต่ำๆ เก็บตัวเร็วไปหน่อย “แหม… ก็ขนาดของ LS 50 มันเล็กแค่นี้ “(R&amp;R :EXOTIC DANCES FROM THE OPERA) เมื่อลูกขุนกิตติมศักดิ์ได้ลองสับเปลี่ยนแผ่นมาเป็นเพลงคลาสสิก แนวเครื่องสายอย่างอัลบั้มชุด DENON : HI-FI STRINGS ที่ติดมือมาด้วย LS 50 ก็ไม่สร้างความผิดหวังแต่ประการใด ถ่ายทอดรายละเอียดและความโปร่งใส ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ทำเอาคณะลูกขุนเพลิดเพลินไปกับบทเพลง และคล้อยตามไปกับท่วงทำนองแบบชิว&#8230;ชิว กันเลยทีเดียว ลูกขุนท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นเหมือนกับจะเป็นบทสรุปเมื่อถูกถามว่า LS 50 ให้คุณภาพเสียงเหมือนกับ LS 3/5a ในอดีตหรือไม่ “โอย&#8230;ไม่เหมือนหรอก&#8230; ถึงแม้ LS 50 จะมีเสียงกลางที่ดี แต่ก็ไม่เหมือนกัน ที่แน่ๆ LS 50 ขับง่ายกว่า เปิดได้ดัง เบสก็ลงได้ลึกกว่า ฟังง่ายกว่าเยอะ”</p>
<p>หลังจากที่คณะลูกขุนสลายตัว ก็ได้เวลาเก็บตกกับ LS 50 โดยสลับสับเปลี่ยนไปใช้กับแอมป์อีก 2-3 ชุด ที่มีอยู่ภายในห้องฟัง อันดับแรก LS 50 สามารถถ่ายทอดเสียงกลางที่มีความสะอาด มีมวลเสียงที่ไม่หนา แต่ก็ไม่บางจนรู้สึกขาดแต่อย่างใด มีความกระจ่างใสที่โดดเด่น ไม่มีอาการเน้นความชัดแบบขึ้นขอบเป็นพิเศษ เหมือนกับลำโพงบางคู่ แต่มีความราบเรียบ มีความกลมกลืนที่ดีเป็นพิเศษ (CAROL KIDD : NICE WORK)</p>
<p>LS 50 ถ่ายทอดน้ำเสียงของ ELLA FITZGERALD ด้วยโทนเสียงที่มีความเป็นผู้ใหญ่ สมวัย ได้อย่างน่าประหลาดใจ นี่คือความพิเศษที่ไม่ค่อยได้พบฟังบ่อยนัก ในเนื้อเสียงมีรายละเอียดที่พอเหมาะ แม้ลึกๆ แล้วจะรู้สึกว่าน้อยไปกว่าที่คุ้นเคยอยู่บ้างก็ตาม กับเสียงร้องของ LOUIS ARMSTRONG ที่ร้องคู่กับ ELLA ในเพลง TENDERLY ก็ให้ความรู้สึกออกมาเฉกเช่นเดียวกัน! (ELLA FITZGERALD : FOREVER ELLA)</p>
<p>ดู LS 50 จะให้ความสำคัญกับย่านเสียงกลางเป็นหลัก  เป็นเสียงกลางที่มีความราบเรียบและมีความกลมกลืนที่ดี ที่สำคัญก็คือมีความกระจ่างเปิดเผยให้สัมผัสถึงรายละเอียดได้ดีเป็นพิเศษ รู้สึกถึงความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวระหว่างไดรเวอร์เบส/มิดเรนจ์และทวีตเตอร์ที่ประสานการทำงานกันอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกคล้ายกับว่าคุณกำลังนั่งฟังเสียงจากลำโพงที่ใช้ไดรเวอร์เแบบฟูลเรนจ์ชั้นดีแบบหาตัวจับยาก! จากนั้นจึงขยายอาณาบริเวณของเสียงออกไปทั้งในย่านกลางสูงและกลางต่ำตามลำดับ  นับเป็นเสียงกลางที่แตกต่างไปจากที่เคยได้ฟังมาจากลำโพง KEF ที่ใช้ไดรเวอร์แบบ UNI-Q ในอดีตอย่างตระกูล Q SERIES  นี่ต้องนับว่า KEF ได้ปรับปรุงและพัฒนาไดรเวอร์แบบ UNI-Q ให้ก้าวไกลไปข้างหน้าอีกระดับหนึ่งอย่างมีนัยยะที่สำคัญยิ่ง  ถือเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมครับ!</p>
<p>ความต่อเนื่องจากย่านเสียงกลางขึ้นไปถึงเสียงแหลมนั้น LS 50 ก็นำเสนอออกมาได้อย่างกลมกลืน ต่อเนื่อง และราบเรียบดีเป็นพิเศษ เสียงแหลมมีรายละเอียดที่ดี ปลายเสียงแหลมทอดตัวออกไปได้ในระดับหนึ่ง พร้อมกับค่อยๆ ลดระดับความกังวานลงก่อนจะจางหายไป (OPUS 3 : LARS ERSTAND AND FOUR BROTHER)</p>
<p>เสียงเบสของ LS 50 มีความแน่น มีแรงปะทะที่มาพร้อมกับน้ำหนักของเบสที่ลงได้ลึกเกินตัวจนคุณรู้สึกได้ แต่ก็เป็นเบสที่มีโทนเสียงที่นุ่มนวล จังหวะของดนตรีฟังดูช้ากว่าปกติอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็มีความมั่นคง การเคลื่อนตัวอย่างรุนแรงของไดรเวอร์เมื่อฟังกับเพลงคลาสสิกโหมโรงแทบจะไม่มีผลต่อคุณภาพเสียงจนเกิดอาการเบลอขาดรายละเอียดหรือเบสบวมจนขาดความชัดเจนแต่อย่างใด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างตู้ของ LS 50 ที่มีความแข็งแกร่งสูงเป็นพิเศษ เกินมาตรฐานของลำโพงที่มีขนาดเล็กโดยทั่วไปอยู่ไม่น้อยเลย (THE MERRY ANGLE OPUS 5 : พญาลำพอง)</p>
<p>มีข้อน่าสังเกตเพิ่มเติม ก็ตรงที่เบสต่ำๆ ของ LS 50 จะผ่อนน้ำหนักลง และเก็บตัวค่อนข้างรวดเร็ว เข้าใจว่านี่คือ คุณลักษณะและเอกลักษณ์ของไดรเวอร์ที่ใช้ขอบแบบใหม่อย่าง Z-FLEX ตามที่ KEF ได้คิดค้นและพัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งมีความแตกต่างจากไดรเวอร์ที่ใช้ขอบเซอราวด์ แบบเป็นรอนครึ่งวงกลมโดยทั่วไป</p>
<p>สำหรับสมรรถนะทางด้านซาวนด์สเตจนั้น LS 50 ถ่ายทอดขนาดของรูปวงที่มีความกว้างใหญ่ ขยายตัวเลยลำโพงทั้งทางด้านซ้ายและขวาออกไปได้อย่างโดดเด่น การวางรูปวงของดนตรีจะวางรูปวงอยู่ในแนวระนาบของลำโพงเป็นหลัก  สมรรถนะทางด้านอิมเมจนั้น LS 50 สามารถตรึงตำแหน่งของชิ้นดนตรีต่างๆ ได้นิ่ง มีความมั่นคง ไม่วูบวาบไปตามระดับความดัง-เบา เมื่ออยู่ในระดับความดังของการฟังตามปกติ สัดส่วนการวางรูปวงในทางลึกจะออกเป็นรูปตัว U แสดงตำแหน่งและระดับชั้นของความลึกในระยะแรกได้ดี</p>
<p>หลังจากที่ได้ลอง LS 50 กับแอมป์หลากหลายชุด พอจะบอกได้ว่า LS 50 นั้น ไม่ค่อยเหมาะกับแอมป์คลาส A ในอดีตบางเครื่อง หรือแม้แต่อินทีเกรทแอมป์หลอดอย่าง INCRECABLE iAMP TIA-240 สักเท่าไหร่ ดุลเสียงจะออกไปทางนุ่มนวลเป็นหลัก แต่จะดูเข้าขากับแอมป์ยุคใหม่ๆ ที่มีจังหวะกระฉับกระเฉง มีเบสที่รวดเร็วอย่าง NAIM และ ROKSAN รวมทั้งแอมป์ไฮเอนด์แบบคลาส D ในปัจจุบัน ความแปรเปลี่ยนของอิมเมจจะกว้าง-แคบ ,สูง-ต่ำ หรือตื้น-ลึกนั้น ขึ้นอยู่กับแอมปลิไฟเออร์ที่นำมาร่วมใช้งานด้วย ซึ่ง LS 50 ก็จะแสดงความเป็นกลางในแนวลำโพงแบบ MONITORออกมาให้ได้สัมผัสกัน ซึ่งก็จะเป็นไปตามคุณลักษณะทางเสียงของแอมป์เครื่องนั้นๆที่นำมาร่วมใช้งานด้วยเป็นสำคัญ  ดังนั้นการจับคู่ LS 50 กับแอมป์ปลิไฟเออร์ให้ลงตัวแบบ GOOD MATCHING ระดับคู่พระ-คู่นาง ก็ต้องใช้ความพิถีพิถันกันในการเลือกคู่อยู่บ้าง อาจจะไม่ยากหรือหนักหนาเท่ากับลำโพงรุ่นพี่อย่าง LS 3/5a ในอดีต แต่ถ้าทำได้แล้วละก็ KEF LS50 จะชักนำให้คุณเพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงอย่างได้อรรถรส แน่นอนครับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070586.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-951" alt="P1070586" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/12/P1070586-225x300.jpg" width="225" height="300" /></a></p>
<p><b>สรุป</b></p>
<p>KEF LS 50 ถือว่าเป็นลำโพงที่ KEF ได้ทุ่มเท และพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เป็นลำโพงคู่พิเศษ เนื่องในวาระฉลองครบรอบ 50 ปี ANNIVERASARY ของ KEF ในเส้นทางการออกแบบลำโพงที่มีอย่างยาวนาน มิต้องกล่าวถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทีมงานวิศวกรของ KEF ได้เพียรพยายาม ค้นคว้า ปรับปรุง และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รวบรวมเอาไว้ในลำโพงขนาดเล็กแบบ MINI MONITOR อย่าง LS 50 ได้อย่างน่าสนใจ นักเล่นหลายท่านอาจจะสงสัยและตั้งคำถามว่าแล้ว LS 50 มันดีกว่า LS 3/5a  ในอดีตหรือไม่ ต่อให้เป็นทีมงาน KEF เองก็เถอะ คงไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลำโพงออกมาประชันขันแข่งกันเองในลักษณะนี้ งานการออกแบบลำโพงก็ถือว่าเป็นงานศิลป์อีกแขนงหนึ่ง ที่ผู้เสพต้องเป็นคนตัดสินด้วยวิจารณญาณของตนเอง  แต่ที่แน่ๆ LS 50 ถือเป็นลำโพงที่ KEF ต้องการจะแสดงให้เห็นถึง ฝีไม้ลายมือในการพัฒนาลำโพงมาอย่างจริงจังแบบมืออาชีพและยังคงดำรงอยู่ มีพัฒนาการที่ไม่หยุดยั้ง มิได้หายไปตามกาลเวลาดั่งที่หลายคนอาจจะเข้าใจ</p>
<p>KEF LS 50 ถือเป็นลำโพงขนาดเล็ก ที่ให้เสียงได้เกินตัว มีความสวยงาม ที่อาจจะทำเอานักเล่นหลายๆ คน หลงชอบในทันทีที่พบเห็น ที่สำคัญก็คือคุณภาพเสียงของ LS 50 ที่จัดอยู่ในระดับชั้น”แนวหน้า”ของลำโพงเล็กที่ทีมงาน KEF ควรภาคภูมิใจ คงไม่เกินเลยที่จะพูดว่า KEF LS 50 คืออีกหนึ่งลำโพงวางหิ้งขนาดเล็กที่สามารถบรรลุถึงความหมายของคำว่าศาสตร์ และศิลป์ได้อย่างแท้จริงในราคาที่ไม่ไกลเกินฝันครับ!</p>
<p>ขอขอบคุณ บริษัท โฮมไฮไฟ จำกัด โทร.0-2864-3141 ที่เอื้อเฟื้อลำโพงมาให้ทดสอบในครั้งนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/articles/kef-ls-50/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ROTEL RCD-1520</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/articles/rotel-rcd-1520/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/articles/rotel-rcd-1520/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Nov 2012 16:03:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=931</guid>
		<description><![CDATA[ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานมานี้ ทาง ROTEL ก็ได้พยายามปรับปรุง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งแบบสเตอริโอ 2 แชนแนล และโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จนบางครั้งผลิตภัณฑ์ของ ROTEL นั้นมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องของคู่แข่งที่มีราคาสูงกว่าหลายเท่าตัวได้อย่างใกล้เคียง ด้วยความสามารถนี่เอง ที่ทำให้ ROTEL ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์ไปทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ “คุ้มค่า คุ้มราคาที่สุด” (BEST PERFORMANCE VALUE) ในวงการเครื่องเสียงระดับโล]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070575.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-937" title="P1070575" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070575-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p style="text-align: center;"><strong>Test Report<br />
ROTEL RCD-1520</strong></p>
<p style="text-align: center;">หัสคุณ</p>
<p>เมื่อเอ่ยถึงชื่อของ ROTELแล้ว มีนักเล่นเล่นจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า ROTEL นั้นเป็นเครื่องเสียงเก่าแก่เจ้าหนึ่งจากประเทศอังกฤษ  แต่จริงๆแล้วเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ เราลองมาไล่เรียงประวัติของ ROTEL กันสักนิด</p>
<p>อันที่จริงแล้ว ROTEL นั้นนับเป็นบริษัทของญี่ปุ่นที่มีความเก๋า และเก่าแก่ในวงการเครื่องเสียงมาอย่างยาวนาน  ROTEL ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1966 โดยตระกูล TACHIKOWA โดยมุ่งมั่น และทุ่มเทให้กับการผลิตเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ รวมทั้งโฮมเธียเตอร์ และวิดีโอ ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านมาจนเกือบครึ่งชีวิต หรือเกือบจะครบ 50 ปีแล้ว แต่ ROTEL ก็ยังสามารถดำรงอยู่บนลำแข้งของตนเองมาโดยตลอด จุดแข็งของ ROTEL ก็คือ การบริหารธุรกิจในรูปของ “ครอบครัว” (FAMILY) มีการสืบทอดจากรุ่นต่อรุ่น ปัจจุบัน ROTEL อยู่ภายใต้การบริหารของ MR.BOB TACHIKOWA โดยมีสำนักงานอยู่ที่ SHIBUYA-KU, TOKYO แต่ “ครอบครัว” ของ ROTEL กลับขยายตัว และเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย ROTEL จะมีทีมวิจัย,พัฒนาและออกแบบอยู่ในหลายประเทศด้วยกันเช่นที่ SHIBUYA-KU ในญี่ปุ่น, ในเกาหลีใต้ และในประเทศอังกฤษด้วย ผลิตภัณฑ์ของ ROTEL ที่สามารถสร้างชื่อเสียงและเกียรติภูมิในระยะเริ่มต้นก็จะมาจากประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก ต่อมาในระยะหลังๆ ทีมวิจัยของ ROTEL ที่ประเทศอังกฤษก็กลับมามีบทบาทในการออกแบบอย่างโดดเด่น และต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นซีดี หรืออินทีเกรทแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ จนทำเอานักเล่นหลายๆ ท่านเข้าใจผิดคิดว่าเครื่องเสียง ROTEL นั้นเป็นของประเทศอังกฤษ สำหรับผลิตภัณฑ์ของ ROTEL นั้น อันที่จริงแล้วจะถูกผลิตมาจากฮ่องกง (HONG KONG) เป็นหลัก</p>
<p>ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานมานี้ ทาง ROTEL ก็ได้พยายามปรับปรุง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งแบบสเตอริโอ 2 แชนแนล และโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จนบางครั้งผลิตภัณฑ์ของ ROTEL นั้นมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องของคู่แข่งที่มีราคาสูงกว่าหลายเท่าตัวได้อย่างใกล้เคียง ด้วยความสามารถนี่เอง ที่ทำให้ ROTEL ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์ไปทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ “คุ้มค่า คุ้มราคาที่สุด” (BEST PERFORMANCE VALUE) ในวงการเครื่องเสียงระดับโลก</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070511.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-932" title="P1070511" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070511-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>BALANCED DESIGN CONCEPT </strong></p>
<p>หลังจากที่ ROTEL เว้นระยะห่างจนเหมือนกับจะเงียบหายไปจากวงการอยู่พักหนึ่ง ROTEL ก็กลับมาเปิดตัวกับคอนเซ็ปต์ใหม่คือ “BALANCED DESIGN CONCEPT” อย่างคึกคัก พร้อมกับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ภายใต้รหัสสินค้า “15 SERIES” ทาง ROTEL ต้องการจะเสนอผลิตภัณฑ์ 15 SERIES เพื่อเป็นเครื่องตอกย้ำถึงสิ่งที่ทาง ROTEL ทำและดำรงอยู่มาตลอดระยะเวลากว่า 45 ปี นั้นก็คือ หลักการ “ BALANCE DESIGN CONCEPT” PHILOSOPHY อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่านี่คือลักษณะของวงจร BALANCED หรือการต่อเชื่อมแบบ BALANCED XLR แบบพิเศษที่ทาง ROTEL คิดค้นขึ้นโดยเด็ดขาด</p>
<p>แต่ BALANCED DESIGN CONCEPT นั้น ทาง ROTEL ต้องการแสดงให้เห็นถึงจุดสำคัญในการออกแบบทั้งหมด ซึ่งวางอยู่บนหลักการที่จะกล่าวถึง 3 ประการดังนี้</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070550.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-936" title="P1070550" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070550-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>1. PART SELECTION</strong></p>
<p>ทีมวิศวกรของ ROTEL ใช้เวลาอย่างมากในการคัดสรรอุปกรณ์อย่างพิถีพิถันจากผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังใช้เวลาที่ยาวนานในการฟัง และเปรียบเทียบ เพื่อเลือกเอาอุปกรณ์ที่ดีที่สุด ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ทาง ROTEL ก็มั่นใจว่าสิ่งนี้จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของ ROTEL นั้นมีคุณภาพที่แตกต่างไปจากคู่แข่งต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด</p>
<p><strong>2. CIRCUIT TOPOLOGY</strong></p>
<p>หลังจากที่เลือกสรรอุปกรณ์อย่างพิถีพิถันกันแล้ว การจัดวางลงเป็นวงจรนั้นกลับมีความสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เหตุผลที่ ROTEL ใช้หลักการออกแบบวงจรที่มีชื่อเรียกว่า ‘SYMMETRICAL SIGNAL TRACE DESIGN’ ด้วยหลักการดังกล่าว ทาง ROTEL ได้จัดวางวงจรรวมทั้งทางเดินของสัญญาณของทั้ง 2 แชนแนล (ทั้งซ้าย และขวา) ให้เหมือนกัน หรือมีความ “ สมมาตร ” (SYMMETRICAL) เพื่อคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์ทั้งในเรื่องของอิมเมจ และซาวด์สเตจที่มั่นคง ทาง ROTEL เลือกที่จะใช้วงจรแบบ ‘STAR’ GROUNDING TECHNIQUES ในทุกโอกาสเพื่อศักยภาพ และการทำงานที่ดีเยี่ยม</p>
<p><strong>3. CRITICAL EVALUATION</strong></p>
<p>สำหรับขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการฟัง (AUDITION) ทาง ROTEL เชื่อว่าการได้ยินของมนุษย์นั้นมีความละเอียดอ่อนและลึกซึ้งกว่าเครื่องมือตรวจวัดใดๆ ในมือของวิศวกรผู้มีความชำนาญ ทาง ROTEL ได้จัด ‘กลุ่มฟัง’ (LISTENING SESSIONS) ขึ้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ในขั้นตอนสุดท้ายซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์ตัว ‘ต้นแบบ’ (PROTOTYPE) ก่อนจะสรุปเพื่อนำไปสู่การผลิตเท่านั้น แต่ทาง ROTEL ได้จัดกลุ่มฟังในแต่ละพัฒนาการ และทุกขั้นตอน เพื่อที่จะตรวจสอบ และปรับแต่ง (FINE-TUNE) คุณภาพเสียงให้ดีขึ้น เพื่อความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ ROTEL นั้นมีความ ‘น่าฟัง’ มากกว่าจะเน้นแต่ค่าตรวจวัด หรือสเปคต่างๆ ที่ดูสวยหรูตามที่ระบุไว้ในกระดาษ หรือคู่มือเท่านั้น</p>
<p>จะว่าไปแล้ว BALANCED DESIGN CONCEPT ก็คือการนำเสนอ และการให้ความสำคัญกับฐานของความอภิรมย์ทางดนตรีมากกว่าจะมุ่งเน้นแต่การพัฒนาทางด้านวิศวกรรม (ENGINEERING) แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070545.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-935" title="P1070545" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070545-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>ROTEL RCD-1520</strong></p>
<p>RCD-1520 เป็นเครื่องเล่นซีดีเพียงหนึ่งเดียวในตระกูล 15 SERIES ใหม่นี้ที่มุ่งเน้นหลักการ BALANCED DESIGN CONCEPT ตามที่ ROTEL ได้กล่าวมา ถ้าจะนับเวลาย้อนหลังกลับไปก็ต้องนับว่าเครื่องเล่นซีดีนั้นกำเนิด และอยู่กับพวกเรามานานกว่า 25 ปี แล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ได้มีการปรับปรุง และพัฒนามาโดยตลอด ในอดีต ROTEL ประสบความสำเร็จอย่างมากกับเครื่องเล่นซีดีรุ่น RCD-855 ที่เปิดตัวในช่วงปี ค.ศ. 1990 ที่นักวิจารณ์อย่าง LEWIS LIPNICK จากนิตยสาร STEREOPHILE กล่าวชมว่า RCD-855 คือ ‘เครื่องสุดคุ้มค่าแห่งศตวรรษ’</p>
<p>ปัจจุบันทาง ROTEL ได้เปิดตัว RCD-1520 ด้วยความมุ่งมั่นว่า RCD-1520 จะสามารถวางบรรทัดฐานใหม่สำหรับเครื่องเล่นซีดีในศตวรรษที่ 21 นี้ด้วยเช่นกัน</p>
<p>เมื่อพูดถึงรูปร่างหน้าตาแล้ว ROTEL RCD-1520 ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ดูโดดเด่นสะดุดตา และมีความล้ำสมัย แผงหน้าขึ้นรูปจากอะลูมิเนียม โดยมุมขอบทั้ง 2 ข้างนั้นเป็นอะลูมิเนียมดำเคลือบเงา RCD-1520 จัดวางจอดิสเพลย์แสดงผลแบบ DOT-MATRIX ไว้ตรงกึ่งกลาง โดยมีโลโก้ ROTEL อยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นช่องใส่แผ่นแบบ SLOT-LOAD ปุ่มสวิตช์ เปิด-ปิด POWER จะวางตัวอยู่ทางด้านซ้าย โดยมี LED ไฟสีฟ้าบนวงกลมรอบปุ่มสว่างสดใสเมื่อเปิดใช้งาน สำหรับนักเล่นท่านใดที่รู้สึกว่าแสงไฟสีฟ้านั้นเจิดจ้าจนเกินไป ทาง ROTEL ก็มีสติกเกอร์มาติดแปะเพื่อช่วยลดความสว่างลงมาได้</p>
<p>ROTEL RCD-1520 ได้จัดวางปุ่มควบคุมโดยแบ่งออกเป็นกลุ่มฟังก์ชั่นวางตัวไว้ทางด้านซ้ายของจอดิสเพลย์อันประกอบด้วยปุ่มPROGRAM,REVEW,RANDOM,REPT( REPEAT),SCAN และ TIME สำหรับปุ่มกดการใช้งานในการเล่นแผ่นจะวางตัวอยู่ทางด้านขวา ประกอบด้วย EJECT,SEARCH,PLAY,STOP,PAUSE และ TRACK ซึ่งผู้เล่นสามารถจะควบคุมและสั่งงาน RCA-1520 ได้ครบทุกฟังก์ชั่นผ่านรีโมทคอนโทรลที่มากับเครื่อง</p>
<p>ด้านหลังจะมีขั้วต่อแบบ RCA ชุบทองมาให้ 1 ชุด มีการเว้นระยะระหว่างขั้วทั้ง 2 ให้ห่างออกจากกัน เพื่อการเชื่อมต่อสายนำสัญญาณได้อย่างสะดวกมีขั้วต่อดิจิตอลเอาท์พุทแบบ COAXIAL 75 Ohms มาให้ 1 ชุด ไม่มีขั้วต่อแบบ OPTICAL มาให้แต่อย่างใด นอกจากนี้ RCD-1520 ยังมีขั้วต่อแบบ COMPUTER I/O CONNECTOR เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อและควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งตรงนี้ต้องมี AUDIO SYSTEM CONTROL SOFTWARE พร้อมกับรหัสเพื่อการใช้งาน (OPERATING CODES) ด้วย สำหรับนักเล่นที่สนใจต้องติดต่อกับทางตัวแทนจำหน่ายในบ้านเรา ยังมีขั้วต่อ EXT REMOTE IN และ 12 VOLT TRIGGER INPUT เพื่อเพิ่มความสะดวกในการควบคุม RCD-1520 ร่วมกับซิสเต็มอย่างอินทีเกรทแอมป์หรือปรีแอมป์ สำหรับขั้ว AC จะเป็น IEC แบบ 2 ขา สามารถถอดเปลี่ยนสาย AC ได้</p>
<p>สำหรับสัดส่วนของ RCD-1520 คือ 431 x 99 x 320 มม. (ก x ส x ล) มีน้ำหนักเครื่องหนักพอสมควรอยู่ที่ 6.5 กก. (14.3 ปอนด์) สำหรับ RCD-1520 จะมีออกมาด้วยกันทั้งสีบรอนซ์ เงิน และสีดำ</p>
<p>ภายในถูกจัดวางทรานสปอร์ตไว้ตรงกึ่งกลาง ROTEL ได้เลือกใหทรานสปอร์ตแบบ SLOT-LOADING MECHANISM คุณภาพสูง (HIGH PERFORMANCE) ดูไปคล้ายๆ กับทรานสปอร์ตชุดที่ใช้ในเครื่องเล่นซีดีของ MUSICAL FIDELITY รุ่น M-3CD สำหรับหม้อแปลงจะถูกจัดวางไว้ทางซ้ายมือ ในขณะที่ด้านขวาจะเป็นแผ่นวงจรเมนหลักขนาดใหญ่แผ่นเดียวที่รวมเอาภาคคอนโทรล, ภาคอะนาลอกและดิจิตอลไว้ด้วยกัน</p>
<p>ใน RCD-1520 ทาง ROTEL ใช้ทรานสฟอร์เมอร์แบบเทอรอยด์ ซึ่งทาง ROTEL ได้ผลิตขึ้นเองและมีความชำนาญเป็นพิเศษ อีกทั้งยังได้ใช้ในเครื่องเล่นซีดีของ ROTELมาอย่างยาวนาน ชื่อเสียงของ ROTEL ในการผลิตหม้อแปลงเป็นที่กล่าวขวัญถึงในวงการ แม้แต่เครื่องเล่น BLU-RAY ของ OPPO รุ่นท๊อปอย่าง BDP-95 ก็เลือกใช้ชุดหม้อแปลงเทอรอยด์ของ ROTEL ด้วยเช่นกัน</p>
<p>มีสิ่งที่น่าสังเกตคือ ใน RCD-1520 ตัวที่ได้รับมาทดสอบในครั้งนี้นั้นกลับมีชุดหม้อแปลงแบบ EI ขนาดเล็กพร้อมกับชุดควบคุมไฟมาให้เพิ่มอีก 1 ชุด อันที่จริงแล้ว RCD-1520 นั้นก็ได้รับการเปิดตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 แล้วใน RCD-1520 รุ่นแรกๆ ก็ไม่มีวงจรดังกล่าว จึงเข้าใจว่าทาง ROTEL ได้มีการปรับปรุงและพัฒนา RCD-1520 เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ทางทีมวิศวกรของ ROTEL มักจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เครื่องของตนนั้นมีศักยภาพที่ดีขึ้น ซึ่งทางฝั่งผู้ผลิตทางประเทศอังกฤษมักจะนิยมทำกันอย่างเช่น ROKSAN เป็นต้น</p>
<p>ชุดจ่ายไฟดังกล่าวเข้าใจว่าน่าจะทำตัวเหมือนกับวงจร SOFT-START พร้อมกับแบ่งภาระการจ่ายกระแสไฟให้กับชุดคอนโทรลที่หน้าจอออกไปจากชุดจ่ายไฟหลัก ซึ่งจะช่วยลดการรบกวนที่อาจเกิดขึ้นภายในได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ใน RCD-1520 เลือกใช้คาปาซิเตอร์คุณภาพสูง (HIGH PERFORMANCE) มีค่า ESR ที่ต่ำเป็นพิเศษของ BHC ค่าความจุ 8200 UF 50V จำนวน 2 ตัว มีการแยกเรทกูเลทไฟหลายชุดด้วยกัน เพื่อให้ได้กระแสไฟที่นิ่งและราบเรียบเป็นพิเศษ นี่คือความใส่ใจที่ทาง ROTEL ได้ทุ่มเทลงไปใน RCD-1520 เป็นอันดับต่อมา</p>
<p>สำหรับชิป DAC นั้น นี่ก็ต้องนับเป็นครั้งแรกที่ทาง ROTEL หันมาเลือกใช้ชิปของ WOLFSON ในเครื่องเล่นซีดีของตนเอง จากเดิมที่นิยมใช้ชิปของทาง BURR BROWN มาเป็นระยะเวลานาน ใน RCD-1520 ทาง ROTEL เลือกใช้ชิป WOLFSON WM 8740 ที่ถูกผลิตออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 ชิป WOLFSON WM 8740 เป็นชิปที่ทำงานแบบ 16 ถึง 24 Bits WORD LENGTHS มี SAMPLING RATE อยู่ที่ 192 kHz สำหรับการทำงานนั้นจะเป็นแบบ DUAL DIFFERENTIAL แปลงสัญญาณแบบ MULTI-BIT SIGMA DELTA ให้ค่า S/N RATIO ได้สูงถึง 117 dB (STEREO) ชิปตัวนี้ของ WOLFSON เป็นที่นิยมใช้ในเครื่องเล่นซีดีมาแล้วไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น CAMBRIDGE AUDIO รุ่น AZUR 540C, 640C และ 740C หรือ ARCAM DIVA CD73 รวมทั้ง REGA APOLLO, JUTITER และ SATURN ด้วย</p>
<p>จากนั้นสัญญาณที่ผ่าน DAC จะถูกส่งต่อไปยังชิปของ BURR BROWN OPA 2604 ถึง 2 ชุดด้วยกัน เข้าใจว่า OPAMP ของ BURR BROWN ชุดแรกน่าจะทำหน้าที่เป็น I/V CONVERTER จากนั้นจึงส่งต่อไปให้ OPA 2604 อีกชุดหนึ่ง ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นภาคอะนาลอกเอาท์พุทชิป BURR BROWN 2604 จะทำงานแบบ DUAL FET-INPUT ที่มีความเพี้ยนต่ำ 0.0003% มีค่าสลูเรทอยู่ที่ 25 V/US สามารถให้ค่าไดนามิกเรนจ์ได้กว้าง</p>
<p>อุปกรณ์ภายใน RCD-1520 มีการคัดสรรมาอย่างดียิ่ง เป็นระดับ ‘ออดิโอเกรด’ ที่ได้รับการเลือกสรรมาอย่างตั้งใจแบบ’จัดเต็ม’ ที่น้อยครั้งจะพบพานแม้จะเป็นเครื่องที่มีราคาสูงกว่าเป็นเท่าตัวก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรีซิสเตอร์แบบเมทัลฟิล์ม 1% ของ DALE และ HOLCO คาปาซิเตอร์ของ OSCON และ MATSUSHITA รวมทั้งแบบโพลีสไตรีน (POLYSTYRENE) การจัดวางวงจรดูเรียบร้อย มีความประณีต มีการเดินสายไฟเท่าที่จำเป็นเท่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070512.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-933" title="P1070512" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070512-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>สเปคของ </strong><strong>RCD-1520 </strong><strong>มีดังนี้</strong><strong></strong></p>
<table width="100%" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top" width="50%"></td>
<td valign="top" width="50%"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Disc Capacity</td>
<td valign="top" width="50%">1</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Frequency Response</td>
<td valign="top" width="50%">20-20kHz (+/- 0.5dB)</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Channel Balance</td>
<td valign="top" width="50%">+/- 0.5dB</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Phase Linearity</td>
<td valign="top" width="50%">+/- 0.5 degree</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">S/N Ratio (IHF A)</td>
<td valign="top" width="50%">&gt; 100dB</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Dynamic Range</td>
<td valign="top" width="50%">&gt; 96dB</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Digital to Analog Converters</td>
<td valign="top" width="50%">Wolfson High Performance</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Channel Separation (1kHz)</td>
<td valign="top" width="50%">&gt; 98dB</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">THD (20-20,000Hz) 8 Ohms,<br />
all channels driven</td>
<td valign="top" width="50%">0.0045%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">IM Distortionce</td>
<td valign="top" width="50%">0.0045%</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Max Audio Line Output</td>
<td valign="top" width="50%">2VRMS</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Output Impedance</td>
<td valign="top" width="50%">100 Ohms</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Digital Output Level (Coax)</td>
<td valign="top" width="50%">0.5 Volt, Peak to Peak</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Digital Output Impedance</td>
<td valign="top" width="50%">75 Ohms</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Power Requirements USA</td>
<td valign="top" width="50%">115 Volts, 60Hz</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Power Requirements CE</td>
<td valign="top" width="50%">230 Volts, 50Hz</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Power Consumptions</td>
<td valign="top" width="50%">20 watts</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Dimensions (W x H x D) mm</td>
<td valign="top" width="50%">431 x 99 x 320 mm</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Dimensions (W x H x D) in</td>
<td valign="top" width="50%">17 x 4 x 12.6 in</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Front Panel Height</td>
<td valign="top" width="50%">2U (3.5”)</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top" width="50%">Shipping Weight</td>
<td valign="top" width="50%">18.7 lbs.</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>ผลการทดลองฟัง</strong><strong></strong></p>
<p>ROTEL RCD-1520 มาอยู่กับพวกเรานานพอสมควร หลังจากผ่านการใช้งานจนพร้อม ก็นำเข้าห้องฟังเพื่อสรุปผลกันเลย อุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังประกอบด้วย</p>
<p>ปรีแอมป์ :                    ADCOM GFP-750</p>
<p>เพาเวอร์แอมป์ :           XAMP X-120A</p>
<p>อินทีเกรทแอมป์ :         INCRECABLE iAMP TIA-240</p>
<p>ลำโพง :                       XAV SMALL ONE ‘CLASSIC’</p>
<p>สายนำสัญญาณ :       VAMPIRE AI II</p>
<p>สายลำโพง :                VAMPIRE ST II</p>
<p>สายเอซี :                     XAC #5 (AC POWER CORD)</p>
<p>ฟิวส์ :                           MUSIC MUSE</p>
<p>ห้องฟังขนาด 4 x 8 เมตร ได้รับการปรับแต่งอะคูสติกมาอย่างดี</p>
<p>อันดับแรกเลย RCD-1520 นั้นใช้เวลาในการอ่านแผ่นค่อนข้างช้า เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องเล่นซีดีเครื่องอื่นๆ สำหรับการสั่งงานทั้งจากปุ่มกดบนหน้าเครื่อง หรือกดผ่านรีโมทคอนโทรลก็ตอบสนองช้าด้วยเช่นกัน ในบางครั้งบางคราวต้องกดซ้ำอีกครั้ง เครื่องจึงจะทำงาน ตรงนี้อาจจะเป็นเฉพาะกับเครื่องตัวที่ได้รับมาทดสอบเท่านั้น อีกเรื่องหนึ่งก็คือ RCD-1520 มีมุมการรับสัญญาณจากรีโมทที่ค่อนข้างจำกัดในกรณีที่จะวางเครื่องไว้ด้านข้างของห้องฟัง แต่ถ้าจัดวางไว้ด้านหน้าระหว่างลำโพงก็ไม่มีปัญหาในการใช้งานแต่อย่างใด</p>
<p>สำหรับเรื่องที่สองก็คือ เมื่อคุณโหลดแผ่นที่เข้ารหัส HDCD (HIGH DEFINITION COMPATIBLE DIGITAL) หน้าจอดิสเพลย์ของ RCD-1520 จะแสดงตัวอักษร HDCD เพื่อแสดงว่า RCD-1520 นั้นตรวจพบว่าแผ่นดังกล่าวเข้ารหัส HDCD มา แต่ RCD-1520 ไม่สามารถที่จะถอดรหัส HDCD ได้  ทาง ROTELได้ให้เหตุผลในเว็ปไซด์ของตนเองว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 มามีแผ่นที่เข้ารหัส HDCD ออกมาน้อยมาก ดังนั้นเครื่องเล่นซีดีของ ROTEL จึงไม่มีภาคถอดรหัส HDCD อีกต่อไป</p>
<p>ในคาบแรกของการฟังโดยคณะลูกขุน ดู RCD-1520 จะทำคะแนนได้ไม่ดีนัก คณะลูกขุนมีความเห็นที่หลากหลาย เริ่มจากดุลเสียงของ RCD-1520 ค่อนมาทางบาง ขาดมวลเสียงไปหน่อย (CAROL KIDD : NICE WORK) เสียงกลางมีรายละเอียดที่ดี แต่ติดอาการแห้งๆ อยู่บ้างเล็กน้อย อีกท่านเห็นว่า RCD-1520 สามารถให้เสียงกลางที่โดดเด่น เรียกร้องความสนใจได้ดีเป็นพิเศษ ทั้งๆที่นั่งฟังเพลงเดียวกัน</p>
<p>ลูกขุนอีกท่านแสดงความเห็นว่าจังหวะจะโคนของ RCD-1520 นั้นมีความรวดเร็วกระฉับกระเฉง คึกคักดี (THE BEST OF FOURPLAY : WARNER BROS.) เสียงแหลมมีรายละเอียดที่ดี แต่เก็บตัวเร็วไปหน่อย (OPUS 3 : LARS ERSTAND AND FOUR BROTHER) เสียงเบสมีมวลที่ไม่มากนัก แต่มีการย้ำเน้นที่ดี พร้อมกับการแยกแยะรายละเอียดที่ชัดเจน อีกท่านเห็นว่าเบสต่ำเก็บตัวเร็ว อ่อนน้ำหนักไปหน่อย (THE MERRY ANGEL OPUS 5 ‘พญาลำพอง’)</p>
<p>ในคาบหลังได้ฟัง RCD-1520 อย่างละเอียดเพียงลำพังอีกครั้ง ก็เห็นตามกับข้อคิดเห็นที่เหล่าลูกขุนได้นำเสนอไว้ ดุลเสียงของ ROTEL RCD-1520 ที่มีมวลเสียงที่บางอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อนำมารวมกับการจัดวางรูปวงของดนตรีที่เดินหน้า (FORWARD) ทำให้ได้ซาวด์สเตจที่เน้นไปทางด้านกว้าง แต่อ่อนด้อยในเรื่องความลึก จึงทำให้น้ำเสียงของ RCD-1520 ฟังดูขาดๆ เกินๆ ในหลายแง่มุม อดข้องใจไม่ได้ว่า ROTEL RCD-1520 น่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้</p>
<p>ลองใหม่กันอีกครั้ง ! เนื่องจากขั้ว IEC ของ RCD-1520 เป็นแบบ 2 ขา ไม่มีกราวด์ จึงได้ลองนำสายกราวด์มาต่อเข้ากับตัวถังของ RCD-1520 แล้วจึงเริ่มฟังกันใหม่</p>
<p>ครั้งนี้ ROTEL RCD-1520 ก็กลับมาฉายแววในแบบฉบับของเครื่องเล่นชั้นดีได้อีกครั้ง เสียงกลางของ RCD-1520 ยังคงมวลเสียงที่ค่อนมาทางบางอยู่บ้าง ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ลดอาการรุกเร้าจนล้ำหน้าลง ทำให้ดุลเสียงโดยรวมมีความราบเรียบมากขึ้น อาการติดแห้งยังคงมีอยู่บ้างประปราย ปลายเสียงแหลมก็ยังคงเก็บตัวเร็ว ดู RCD-1520 จะไม่ค่อยถนัดกับแผ่นเพลงยุคเก่าที่พวกเราใช้ฟังกันเป็นประจำ เมื่อลองกับแผ่นเพลงแนวออดิโอไฟล์อย่าง STACEY KENT (STACEY KENT : COLLECTION) ที่บันทึกมาแบบ 24 BIT REMASTERING, RCD-1520 ก็ถ่ายทอดเสียงร้องของ STACEY KENT ได้อย่างน่าฟัง การออกเสียง หรือการเอื้อนเอ่ยถ้อยคำของเธอนั้น RCD-1520 ก็สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างหมดจด น้ำเสียงมีความกระจ่าง มีความกังวานของเสียงที่เป็นไปอย่างธรรมชาติ มีความสะอาดเกลี้ยงเกลา พร้อมกับความสงัดเงียบที่ขับเน้นให้น้ำเสียงมีความโดดเด่น และน่าฟัง ถ่ายทอดบรรยากาศที่มีความลงตัว ซักนำให้คุณเพลิดเพลินไปกับท่วงทำนองเหมือนกับตกอยู่ในภวังค์</p>
<p>ตอกย้ำกันอีกครั้งกับเสียงร้องของ EMI FUJITA ในอัลบั้มชุด CAMOMILE ที่ ROTEL RCD-1520 ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้กัน หรือแม้กับแผ่นชุด ลูกทุ่งไฮ-ไฟ ( ใบชา SONG ) RCD-1520 ก็สามารถถ่ายทอดเสียงร้องของ ธรรมรัตน์ แก้วมั่นในเพลง “เสียงครวญของหนุ่มไทย” ที่มีกลิ่นไอของความเศร้าเจือไว้ด้วยความหวานออกมาได้อย่างน่าฟัง หรือจะเป็นเสียงร้องที่น่ารักแฝงไว้ด้วยสำเนียงเหน่อๆของ อรสุรางค์ อุดจัง ในเพลง “ หาแฟนขับ “ ตามมาด้วยเสียงร้องแบบย้อนยุคของ รจนา แสงทอง ในเพลง “ เจ้าทึ่ม “ที่ ROTEL RCD-1520 จะชักนำให้คุณเพลิดเพลินไปกับบทเพลงได้อย่างสบายอารมณ์ กับแผ่นเพลงแนวออดิโอไฟล์เหล่านี้ ROTEL RCD-1520 สามารถนำเสนอออกมาได้อย่งดียิ่งจนยากจะปฏิเสธจริงๆ</p>
<p>ลองย้อนกลับมาฟังแผ่น THE BEST OF FOURPLAY กันอีกครั้ง คราวนี้ RCD-1520 สามารถถ่ายทอดเสียงการเดินเบสที่ชัดเจน มีความมั่นคง สปีดของดนตรีดูจะลดความรวดเร็วลงมาบ้าง แต่ก็ยังมีความกระชับ มีจังหวะการย้ำเน้นที่ดี เบสต่ำลงได้ลึกขึ้น พร้อมกับการแจกแจงรายละเอียดที่ดีขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เก็บตัวลง</p>
<p>สมรรถนะทางด้านอิมเมจนั้น ROTEL RCD-1520 สามารถที่จะตรึงตำแหน่งได้นิ่ง สามารถแสดงตำแหน่งของชิ้นดนตรีต่างๆ ออกมาได้อย่างแจ่มชัด แม้การขึ้นรูปของอิมเมจนั้นอาจจะทำได้ไม่โดดเด่นนักก็ตาม การวางรูปวงของดนตรีจะวางตัวอยู่ในแนวระนาบของลำโพงซ้าย และขวา โดยที่เสียงร้องนั้นจะถูกดึงให้วางตัวถอยลึกลงไปในเวที จึงทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า สัดส่วนของวงจะวางตัวถอยหลัง (LAID BACK) สัดส่วนความกว้าง และความลึกของซาวด์สเตจก็มีความลงตัวที่ดี สามารถขยายตัวออกไปทั้งทางด้านซ้าย และขวา อย่างสมส่วนในขณะที่สัดส่วนความลึกก็แสดงระดับชั้นของชิ้นดนตรีที่ถอยลึกลงไปภายในเวทีได้ดีเกินกว่าเครื่องเล่นซีดีในระดับราคาเดียวกันจะทำได้</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070526.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-934" title="P1070526" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/11/P1070526-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>สรุป</strong><strong></strong></p>
<p>เครื่องเล่นซีดี RCD-1520 จาก ROTEL ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น และตั้งใจที่ทาง ROTEL ได้ทุ่มเทลงไปให้กับเครื่องเล่นซีดีตัวใหม่ในตระกูล 15 SERIES นี่ไม่ใช่น้อย หลักการออกแบบที่สำคัญ 3 ประการของ ROTEL หรือปรัชญาการออกแบบ BALANCED DESIGN CONCEPT มีปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด และสัมผัสได้ ต้องไม่ลืมว่าตระกูล 15 SERIES นี้อาจจะถือได้ว่าเป็นเครื่องเสียงที่อยู่ระดับ ‘เริ่มต้น’ (ENTRY LEVEL) ของทาง ROTEL เท่านั้น แต่ RCD-1520 ก็ได้จุดประกาศให้เห็นถึงบรรทัดฐานใหม่สำหรับเครื่องเล่นซีดีในระดับนี้ได้อย่างน่าสนใจ อย่างน้อยก็น่าจะทำให้บรรดาคู่แข่งทั้งหลายจะมามัวอยู่เฉยๆกันไม่ได้แล้ว แต่ต้องตั้งสติแล้วกลับไปพิจารณาปรับปรุงเครื่องของตนเองอย่างจริงจัง และอย่าได้เฉลียวใจเป็นอันขาด</p>
<p>RCD-1520 จึงเป็นเครื่องเล่นซีดีที่ทาง ROTEL ได้รังสรรค์ออกมาอย่างประณีต มีความงามและทันสมัย โดยเฉพาะคุณภาพเสียงที่จะฉายแววที่โดดเด่นเป็นพิเศษกับแผ่นเพลงแนวออดิโอไฟล์ในปัจจุบัน ถ้าไลฟ์สไตล์กับแนวเพลงยุคใหม่คือตัวตนของคุณ ROTEL RCD-1520 ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่คุณไม่ควรมองข้ามอย่างไม่ต้องสงสัยครับ!</p>
<p>ขอขอบคุณ หจก.เคเอสเวิล์ด โทร.0-2204-2255 ที่เอื้อเฟื้อเครื่องมาให้ทดสอบในครั้งนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/articles/rotel-rcd-1520/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สายนำสัญญาณ BLACK RHODIUM PHANTOM DCT++</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/articles/black-rhodium-phantom-dct/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/articles/black-rhodium-phantom-dct/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Oct 2012 16:29:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=916</guid>
		<description><![CDATA[สายนำสัญญาณ BLACK RHODIUM นับว่าเข้ามาสร้างความฮือฮาในบ้านเราก็นับเป็นเวลานานหลายปีแล้ว สำหรับผลตอบรับก็นับว่าอยู่ในขั้นที่ดี ได้รับความนิยม จากนักเล่นในบ้านเรากันอย่างแพร่หลาย แต่ส่วนใหญ่จะรู้เพียงว่า BLACK RHODIUM นั้น เป็นสายที่ผลิตจากประเทศอังกฤษเท่านั้น ถ้าสังเกตดีๆ ในหน้าโฆษณาของนิตยสารบางฉบับก็จะเห็นหน้าของบุรุษผู้สูงอายุท่านหนึ่ง ประกอบอยู่ในหน้าโฆษณานั้นด้วย]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070458.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-917" title="P1070458" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070458-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><br />
BLACK RHODIUM</strong></p>
<p align="center"><strong>PHANTOM DCT++</strong></p>
<p align="center"><strong>โดย หัสคุณ</strong></p>
<p>สายนำสัญญาณ BLACK RHODIUM<strong> </strong>นับว่าเข้ามาสร้างความฮือฮาในบ้านเราก็นับเป็นเวลานานหลายปีแล้ว สำหรับผลตอบรับก็นับว่าอยู่ในขั้นที่ดี ได้รับความนิยม จากนักเล่นในบ้านเรากันอย่างแพร่หลาย แต่ส่วนใหญ่จะรู้เพียงว่า BLACK RHODIUM นั้น เป็นสายที่ผลิตจากประเทศอังกฤษเท่านั้น ถ้าสังเกตดีๆ ในหน้าโฆษณาของนิตยสารบางฉบับก็จะเห็นหน้าของบุรุษผู้สูงอายุท่านหนึ่ง ประกอบอยู่ในหน้าโฆษณานั้นด้วย</p>
<p>ถ้าจะมาเจาะลึกกันว่า ที่มาที่ไปของ BLACK RHODIUM นั้นเป็นเช่นไร ก็จะพบว่า ที่มาของ BLACK RHODIUM นั้นมีความน่าสนใจไม่น้อยเลย เริ่มต้นนั้นก็อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นว่า BLACK RHODIUM มีถิ่นกำเนิดจากเมืองผู้ดี คือ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 2002 ด้วยปรัชญาที่มุ่งมั่นในการแสวงหาและผลิตสายนำสัญญาณที่จะสามารถถ่ายทอดคุณภาพเสียงของดนตรีที่ดีเยี่ยม ซึ่งนั่นย่อมสะท้อนถึงคุณภาพของสายนำสัญญาณที่เป็นเลิศนั่นเอง</p>
<p>ผลิตภัณฑ์ของ BLACK RHODIUM นั้น ถูกออกแบบขึ้น ไม่ใช่จากการว่าจ้างวิศวกรจากบริษัทอื่น หรือว่าจ้างให้บริษัทผู้มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสายเป็นผู้ผลิตให้ในแบบ OEM แต่ BLACK RHODIUM ทำการออกแบบสายนำสัญญาณขึ้นเอง ซึ่งหลักการออกแบบและแนวทางนั้น มาจากความคิดของ GRAHAM NALTY ซึ่งก็คือ บุรุษผู้สูงอายุที่ปรากฏอยู่ในหน้าโฆษณานั่นเอง อีกทั้ง GRAHAM NALTY เองก็เป็นผู้ก่อตั้ง BLACK RHODIUM ขึ้นเองกับมือ GRAHAM NALTY เป็นผู้ที่มีฝีไม้ลายมือในด้านวิศวกรรม พร้อมทั้งมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างโชกโชน นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่มีความชอบและหลงใหลในดนตรี ซึ่งถือได้ว่าเป็นแรงผลักดันที่สำคัญยิ่ง ที่ทำให้เขาทุ่มเทงานการค้นคว้าเรื่องของสายนำสัญญาณ เพื่อให้เข้าใกล้ความสมจริงยิ่งขึ้น</p>
<p>ถ้าหากมองกันผิวเผินแล้ว ก็พอจะนับว่า BLACK RHODIUM<strong> </strong>เป็นน้องใหม่ในวงการของการผลิตสายนำสัญญาณ รวมทั้งสายลำโพง, สาย HDMI และสายไฟเอซี เจ้าหนึ่งของวงการ ซึ่งมีบริษัทที่มีความชำนาญและเป็นที่รู้จักกันมายาวนานกว่าอยู่แล้ว หลายเจ้าด้วยกัน แต่ถ้ามองกันในเชิงลึกแล้ว จะทราบว่าประวัติของ BLACK RHODIUM นั้น มีความเป็นมาตั้งแต่ปีค.ศ.1992 แล้ว ยิ่งถ้ามองไปที่ตัวของ GRAHAM NALTY ด้วยแล้ว จะมีใครบ้างที่ทราบว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการออกแบบสายนำสัญญาณยี่ห้อ SONIC LINK ซึ่งมีประวัติและความเป็นมาที่ย้อนหลังถอยลงไปอีกเกือบ 10 ปี ถ้านับรวมแบบรวบยอดแล้ว ประสบการณ์และการออกแบบสายนำสัญญาณ เท่าที่ประจักษ์และทราบของ GRAHAM NALTY ต้องมีประมาณ 30 ปีเป็นอย่างน้อย นี่ยังไม่นับรวมประสบการณ์และความเป็นมาที่ยังไม่ทราบ ก่อนหน้านั้นไม่รู้อีกกี่ปี ดังนั้นถ้าใครคิดว่า BLACK RHODIUM คือสายนำสัญญาณน้องใหม่หรือมือใหม่ของวงการที่เกิดแล้วดับไปตามเวลาอย่างฉาบฉวย ก็ขอให้กลับไปพิเคราะห์และปรับมุมมองกันใหม่ครับ</p>
<p>GRAHAM NALTY นอกจากจะมีความสามารถในการออกแบบสายนำสัญญาณจนได้รับการกล่าวขวัญถึงแล้ว คุณลุง GRAHAM NALTY ยังได้ตอบคำถามและให้ความรู้ในการออกแบบสายนำสัญญาณแก่นัก DIY ในโลกไซเบอร์  ไม่เพียงเท่านั้นคุณลุงยังได้มีการออกแบบแอมปลิไฟเออร์ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนและให้ความรู้แก่นักเล่นอย่างแพร่หลายอีกด้วย เพียงแต่ชื่อเสียงของเขาอาจจะถูกจำกักอยู่ในวงแคบๆ เฉพาะเหล่านักเล่น DIY และนักเล่นในระดับ ULTRA-FI ที่สนใจเท่านั้น</p>
<p>ด้วยฝีมือและประสบการณ์ของ GRAHAM NALTY นี่เองที่ทำให้ BLACK RHODIUM ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในระยะเวลาอันสั้น จนกลายเป็น “ภาพลักษณ์” ของสายนำสัญญาณคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับจากนักเล่นในวงการจนมาถึงปัจจุบัน สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือ BLACK RHODIUM ยังคงยึดมั่นในการที่จะเลือกวัตถุดิบ และผลิตในประเทศอังกฤษ (BRITISH-MADE) โดยมีฐานการผลิตอยู่ที่เมือง DERBY ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งค่ายดังเจ้าอื่นๆ ที่เน้นไปผลิตในประเทศแถบเอเชีย รวมทั้งประเทศจีนด้วย โดยนัยก็เพื่อเป็นการลดต้นทุน เพื่อการแข่งขันทางราคาเป็นสำคัญ</p>
<p>ถึงแม้จะมองว่าเป็นการเสียเปรียบในการแข่งขันทางด้านราคาแต่ทาง BLACK RHODIUM กลับเล็งเห็นว่า ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่ทาง BLACK RHODIUM จะมีศักยภาพในการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของสายนำสัญญาณด้วยกรรมวิธีและเทคโนโลยีใหม่ๆ หลังจากที่ค้นคว้าทดลองและพร้อมกับการรับฟังคำแนะนำที่สะท้อนมาจากลูกค้า ผ่านทางตัวแทนจำหน่ายที่มีกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลอย่างแท้จริง</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070461.jpg"><img class="size-medium wp-image-918 aligncenter" title="P1070461" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070461-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></p>
<p><strong>PHANTOM DCT++</strong></p>
<p>สายนำสัญญาณ PHANTOM DCT++<strong> </strong>ถือเป็นสัญญาณรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นโดย BLACK RHODIUM จะว่าไปแล้ว PHANTOM DCT++ ก็ไม่ใช่สายนำสัญญาณที่ถูกออกแบบและพัฒนามาในแบบชนิดที่”ใหม่ ถอดด้าม”ทั้งเส้นแต่อย่างใด แต่ PHANTOM DCT++ กลับถือว่าเป็นสายนำสัญญาณที่มีพัฒนาการ หรืออาจจะเรียกได้ว่า มีสายพันธุ์ที่โดดเด่นและน่าสนใจยิ่ง เพราะว่า PHANTOM DCT++<strong> </strong>คือพัฒนาการของสายนำสัญญาณที่ได้รับการปรับปรุงมาอย่างประณีต (REFINEMENT) มีความต่อเนื่องและยาวนานจากสายนำสัญญาณในระดับ “สร้างชื่อ” ที่กวาดรางวัลมาอย่างมากมายของ BLACK RHODIUM เองในอดีตถึง 2 เส้นด้วยกันคือ ILLUSION และ POLAR ILLUSION DCT</p>
<p>เริ่มจากในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 2003 ที่ทาง BLACK RHODIUM ได้นำเสนอสายนำสัญญาณ รุ่น ILLUSION ซึ่งได้รับรางวัลระดับ 5 ดาว (PRESTIGIOUS 5 STAR AWARD) จากนิตยสาร WHAT HI-FI? ในอังกฤษ พร้อมกับคำพรรณนาถึง “ความสดใส” ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ที่มาพร้อมกับเบสที่หนักแน่น และความกระจ่างใส ในย่านเสียงกลางอันโดดเด่น</p>
<p>จากความสำเร็จของ ILLUSION ต่อมาในปีค.ศ.2004 ทาง BLACK RHODIUM ก็ได้ปรับปรุงสายนำสัญญาณ ILLUSION และพัฒนามาเป็นรุ่น POLAR ILLUSION ที่มีจุดเด่น คือเป็นสายนำสัญญาณที่ถูกนำไปผ่านกระบวนการ DCT (DEEP CRYOGENIC TREATMENT) ซึ่งในขณะนั้นกระบวนการ DCT เพิ่งจะเริ่มเป็นที่กล่าวถึงกันในวงการ ทาง BLACK RHODIUM เองก็ไม่ได้มองว่าการทำกระบวนการ DCT จะเป็นการชิงโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างความฮือฮา เหมือนกับที่กระบวนการในการทำ CRYOGENIC กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างในปัจจุบัน แต่ทาง BLACK RHODIUM เอง เชื่ออย่างสนิทใจว่าการ ทำ DEEP CRYOGENIC TREATMENT มีประโยชน์จริงและมีผลต่อคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นของสายลำโพงและสายนำสัญญาณ ทั้งในเรื่องของมิติด้านลึก รายละเอียด รวมทั้งรู้สึกถึงจังหวะ (TIMING) และลีลาของดนตรี (RHYTHMS) ที่ดีขึ้น</p>
<p>ความเชื่อของ BLACK RHODIUM นั้น มาจากการที่ทางทีมวิศวกรของ BLACK RHODIUM ได้ทำการทดลองอย่างจริงจัง ผ่านงานแสดง HI-FI SHOW ถึง 2 งานด้วยกัน และเก็บข้อมูลได้อย่างน่าสนใจ เพราะผลที่ได้ก็คือ มีผู้ฟังถึง 89% จากจำนวนผู้ฟังมากกว่า 100 คน สามารถที่จะฟังออกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และแสดงความคิดเห็นมาในใบตอบ-รับ ของทาง BLACK RHODIUM นั่นเอง!</p>
<p>หลังจากการนำเสนอสายนำสัญญาณรุ่น POLAR ILLUSION (DCT) ทาง BLACK RHODIUM ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากนั้นทาง BLACK RHODIUM ก็ได้นำเอากระบวนการ DCT ไปใช้ในสายนำสัญญาณ รวมทั้งสายลำโพงรุ่นระดับกลางๆ และรุ่นระดับสูง จากนั้นในปีค.ศ.2010 ในช่วงเดือนกันยายน นั้นเอง ที่ทาง BLACK RHODIUM ก็ได้นำเสนอสายนำสัญญาณรุ่นใหม่คือ PHANTOM DCT++ ออกสู่สาธารณะ</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070471.jpg"><img class="size-medium wp-image-920 aligncenter" title="P1070471" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070471-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>รูปลักษณ์และการออกแบบ</strong><strong></strong></p>
<p>PHANTOM DCT++ เป็นสายนำสัญญาณที่จัดอยู่ในระดับกลางๆ (รุ่นที่ 10 ) ของ BLACK RHODIUM จากที่มีอยู่ทั้งหมด 16 รุ่นด้วยกัน อาจจะพูดได้ว่า PHANTOM DCT++ ถูกวางตัวมาทดแทนสายรุ่น POLAR OPERA DCT ที่มีราคาจำหน่ายสูงกว่าเพียงเล็กน้อย ได้อย่างเหมาะเจาะ ภายนอกของสายนำสัญญาณ PHANTOM DCT++ จะถูกหุ้มด้วยแจ็ตเก็ตกระดูกงูสีดำตามแบบสมัยนิยม ที่ปัจจุบันมีความนิยมนำเอาแจ็กเก็ตกระดูกงูสีดำมาใช้ในการหุ้มสายทั้งสายนำสัญญาณและสายลำโพงกันอย่างแพร่หลาย จะเรียกว่าเป็น “เทรนด์” หรือความนิยมของตลาดก็ว่าได้ครับ ปลายสายจะมีปลอก PVC สีดำสกรีนชื่อ BLACK RHODIUM รวมทั้งรุ่น PHANTOM DCT++ และผลิตในอังกฤษ (MADE IN ENGLAND) พร้อมกับมีลูกศรสีเงินบอกทิศทางของสายไว้อย่างชัดเจน หัว RCA เป็นของ EICHMANN BULLET PLUG ตัวสายจะถูกบรรจุมาในกล่องกระดาษอาบมันสีดำ ทั้งในเรื่องของมิติด้าร ทำ ัญ</p>
<p>ครับ</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070468.jpg"><img class="size-medium wp-image-919 aligncenter" title="P1070468" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070468-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ภายใน PHANTOM DCT++ จะเลือกสายตัวนำแบบทองแดง แกนเดี่ยวเคลือบผิวด้วยเงิน (SILVER PLATED SOLID CORE CABLE) ซึ่งวิศวกรของ BLACK RHODIUM เชื่อว่าสายตัวนำแบบแกนเดี่ยวจะสามารถถ่ายทอดเสียงที่มีความสะอาด และชัดเจนกว่าสายตัวนำแบบฝอย (STRAND) โดยเฉพาะกับย่านเสียงในช่วงกลาง-สูง อีกทั้งสายแบบแกนเดี่ยวยังมีสัญญาณรบกวนที่ต่ำ (LOW NOISE) ช่วยให้คุณภาพเสียงโดยรวมดีขึ้น ใน PHANTOM DCT++ จะมีสายตัวนำแบบแกนเดี่ยวจำนวน 2 เส้นด้วยกัน      ( สำหรับตัวนำขั้วบวกและลบอย่างละ 1 เส้น) ทั้ง 2 เส้น จะได้รับการตีเกลียว (TWIST) อย่างแน่นหนา เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดสัญญาณรบกวนแบบ RFI (RADIO FREQUENCY INTERFERENCE)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ฉนวนชั้นในเป็น PTFE (Polytetrafluoroethylene)คุณภาพสูง PTFE นี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ที่มีความสามารถในการทนต่อการกัดกร่อนได้ดีเป็นพิเศษ อีกทั้งยังสามารถทนความร้อนได้สูงมากและมีคุณสมบัติในการเป็นฉนวนที่ดี ทาง BLACK RHODIUM ได้นำเอาฉนวน PTFE ดังกล่าวมาผ่านกระบวนการพิเศษที่เรียกว่า POST PRODUCTION PROCESS เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่รวดเร็ว มีแรงปะทะที่ชัดเจน พร้อมกับให้เสียงที่ราบเรียบยิ่งขึ้น ลดอาการที่จะทำให้เสียงเกิดความเกรี้ยวกราด หยาบแข็ง นอกจากนี้ ใน   PHANTOM DCT++ ยังใช้สกรีน (SCREEN) หรือตาข่ายทองแดงเคลือบเงินแบบ DOUBLE BRAIDED หุ้มตัวนำอีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนแบบ RFI ซึ่งมีข้อดีที่จะทำให้คุณภาพเสียงโดยรวมมีความกระจ่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยลดสัญญาณรบกวนแบบ BACKGROUND NOISE ให้ต่ำลงด้วย</p>
<p>และที่ขาดไม่ได้ก็คือ กระบวนการ DCT ที่ในครานี้ ทาง BLACK RHODIUM<strong> </strong>ได้พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการ DCT ให้ก้าวไกลไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งทาง BLACK RHODIUM เรียกกระบวนการนี้ว่า ADVANCED DEEP CRYOGENIC TREATMENT หรือเรียกแบบย่อว่า DCT ++ สำหรับกรรมวิธีนั้นทาง BLACK RHODIUM มิได้เปิดเผยแต่ขอเก็บไว้เป็นความลับ เพียงแต่บอกเป็นนัยๆ ว่า BLACK RHODIUM ได้เพิ่มขั้นตอนในการปฏิบัติการบางอย่างทั้งก่อนและหลัง ขั้นตอนของกระบวนการ DCT ซึ่งทาง BLACK RHODIUM ยืนยันว่า ได้ทำการเปรียบเทียบสายนำสัญญาณที่ผ่านกระบวนการ DCT ปกติกับ DCT++ ใหม่แล้ว พบว่าผลที่ได้คือ สัดส่วนความลึกที่ดีขึ้น น้ำเสียงมีความสะอาด เกลี้ยงเกลา ที่มาพร้อมกับความสว่าง สดใส ที่ดีขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>ทาง BLACK RHODIUM ยังได้ให้ความสำคัญกับหัวปลั๊ก RCA ด้วยไม่น้อยเช่นกัน จริงๆ แล้ว จุดเริ่มต้นนั้นมาจากที่คุณลุง GRAHAM NALTY รู้สึกโกรธและน้อยใจที่ทางนิตยสาร WHAT HI-FI? ของอังกฤษ ให้คะแนนสายนำสัญญาณของ BLACK RHODIUM เพียงแค่ 4 ดาว โดยที่สายนำสัญญาณของคู่แข่งที่ถูกออกแบบมาอย่างพื้นๆ กลับได้รับคะแนนถึง 5 ดาว เมื่อมองดูจึงเห็นว่าสายดังกล่าวนั้นใช้หัว RCA ของ EICHMANN BULLET PLUG นั่นเอง</p>
<p>EICHMANN BULLET PLUG ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่าเป็นหัวปลั๊กที่ “ปฏิวัติวงการ” ของการออกแบบหัวปลั๊ก RCA ที่ยืนยงมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี ที่ทาง THE RADIO CORPORATION OF AMERICAN ได้ออกแบบเอาไว้ ทาง ETI (EICHMANN) ผู้ออกแบบ EICHMANN BULLET PLUG ได้เล็งเห็นว่า หัวปลั๊ก RCA นั้น ถือว่าเป็น คอคอด (BOTTLENECK) ของการไหลของอีเล็คตรอน ถึงแม้จะมีผู้ผลิตหลายราย พยายามที่จะเลือกใช้สายตัวนำคุณภาพสูงไม่ว่าจะเป็นทองแดงแบบ HIGH-CONDUCTIVE ANNEALED COPPERทองแดงแบบ OFC หรือแม้แต้สายเงิน แต่สุดท้ายก็มาตายที่หัวปลั๊ก RCA คุณภาพต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหัวปลั๊ก RCA แบบทองเหลือง(BRASS RCA PLUGS)</p>
<p>ทาง ETI (EICHMANN) จึงได้ออกแบบ BULLET PLUG<strong> </strong>แบบใหม่ขึ้น โดยเลือกใช้ทองแดงแบบ TELLURIUM COPPER (CuTe) ที่มีความบริสุทธิ์สูง (HIGH-PURITY) เคลือบทองแบบ 24 K ที่มีค่าความเป็นสื่อของกระแสไฟฟ้า (CONDUCTIVITY) สูงถึงกว่า 90% ตามมาตรฐานอ้างอิงของ IACS (INTERNATIONAL ANNEALED COPPER STANDARD) ซึ่งขั้วปลั๊กทองเหลืองแบบเคลือบนิกเกิ้ล (NICKEL), เคลือบทอง (GOLD PLATED) หรือขั้วแบบ PHOSPHOR BRONZE จะมีความเป็นสื่อของกระแสไฟฟ้าเพียงแค่ไม่เกิน 28% IACS เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จะพบว่าทองแดงแบบ TELLURIUM COPPER ในหัวปลั๊ก EICHMANN BULLET PLUG จะมีค่าความเป็นสื่อของกระแสไฟฟ้าที่สูงกว่าถึง 320% เลยทีเดียว</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ทาง ETI (EICHMANN) ยังได้ออกแบบระบบกราวด์ของหัวปลั๊ก RCA ขึ้นใหม่ โดยให้สัญญาณย้อนกลับลงตำแหน่งแบบจุดเดียว (SINGEL RETURN CONTACT) เพื่อให้กระแสอีเล็คตรอนเดินทาง ณ จุดเดียว เพื่อลดการรบกวนของกระแสไฟฟ้า หรือ EDDY CURRENT DISTORTION ที่มักจะเกิดขึ้นกับหัวปลั๊ก RCA แบบทั่วไป สำหรับการสัมผัสแบบจุดเดียว (SINGLE CONTACT POINT) นั้น ทาง ETI (EICHMANN)<strong> </strong>ได้ยกเอาเหตุผลของการลงกราวด์ เครื่องแบบ “STAR EARTHING” (GROUNDING) ที่นิยมใช้กัน ในแอมปลิไฟเออร์ขึ้นมาอ้างโดยเปรียบเทียบว่าเป็นหลักการในแนวทางเดียวกัน (เรื่องนี้จะว่าไปก็ยังมีข้อน่าสังเกต ที่สามารถจะนำมาถกเถียงกันได้อย่างน่าสนใจ แต่ขอละเอาไว้ เพราะต้องพูดกันอีกยาว และไม่ใช่ประเด็นสำคัญในคราวนี้ครับ)</p>
<p>ทาง ETI (EICHMANN) ยังได้ใส่ใจเป็นพิเศษในการออกแบบ ทั้งขนาด, มวล, ความหนา รวมทั้งหน้าสัมผัสที่มีความเหมาะสมสูงสุด เพื่อกำจัดทุกๆ ร่องรอยของความโกลาหลของกระแส EDDY CURRENT รวมทั้งค่า CAPACITIVE REACTANCE และการเกิด “MICRO-ARCING” DISTORTION ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างขั้วสัญญาณบวกและลบบริเวณหัวปลั๊ก  สำหรับตัวปลอกหุ้มของ EICHMANN BULLET PLUG นั้น ขึ้นรูปจากโพลีเมอร์สูง (ENGINEER-GRADE POLYMER) เพื่อการยึดเกาะที่แน่นกระชับ (FIRM-FIT) มั่งคงปลอดภัย ปราศจากการสั่นไหว เวลาถอดดึงก็สามารถทำได้อย่างสะดวกและง่ายดาย</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070480.jpg"><img class="size-medium wp-image-922 aligncenter" title="P1070480" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070480-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>ผลการทดลองฟัง</strong><strong></strong></p>
<p>สายนำสัญญาณ PHANTOM DCT++<strong> </strong>ของ BLACK RHODIUM มีโอกาสเดินทางมาหาพวกเราอยู่หลายรอบครับ ในครั้งแรกนั้นเดินทางมาอยู่ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่าเดือนเล็กน้อย ก็มีอันต้องจากไป ด้วยมีผู้สนใจเรียกร้อง ในรอบที่สองได้มาประมาณสักอาทิตย์เศษๆ ยังไม่พ้นเบริ์นเลยด้วยซ้ำ ก็มีอันต้องจากลาเป็นคำรบที่สอง รู้สึกว่า PHANTOM DCT++ จะได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มาในครั้งนี้ถือว่าเป็นรอบที่สาม จึงขออนุญาตจับตัวไว้ให้มั่น เพื่อให้เหล่าลูกขุนได้สัมผัส ฟังกัน เพื่อจะได้รวบรวมเอาข้อคิดเห็นที่หลากหลาย มาเป็นประโยชน์แก่แฟนๆ นักอ่านกันอย่างเต็มที่ สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังประกอบด้วย</p>
<p>เครื่องเล่นซีดี : MARANTZ CD 17 (CLOCK II).</p>
<p>อินทีเกรทแอมป์ : ROKSAN CASPIAN M2</p>
<p>ปรีแอมป์ : XAMP X 02SE, KRELL KSL</p>
<p>เพาเวอร์แอมป์ : XAMP X-120A, KRELL KSA 50S</p>
<p>ลำโพง : SMALL ONE CLASSIC</p>
<p>สายนำสัญญาณ : VAMPIRE AI II, BLACK RHODIUM</p>
<p>“CODA”</p>
<p>สายลำโพง : VAMPIER ST II</p>
<p>สายเอซี : XAC#5 (AC POWER CORD)</p>
<p>ฟิวส์ : MUSIC MUSE</p>
<p>ห้องฟังขนาด 4&#215;8 เมตร ได้รับการปรับแต่งอะคูสติกมาอย่างดี พวกเราเริ่มต้นการฟังด้วยซิสเต็มกับสายนำสัญญาณที่ใช้ฟังอยู่เป็นประจำ ก่อนจะสลับสับเปลี่ยน PHANTOM DCT++ เข้าไปแทนที่ พอเพลงแรกเริ่มต้นคณะลูกขุนก็สังเกตและฟังความแตกต่างได้ในทันที PHANTOM DCT++ เปิดตัวด้วยเสียงกลางที่กระจ่างใส มีชีวิตชีวา ลูกขุนท่านหนึ่งให้คำนิยามว่า เป็นเสียงกลางที่ “ชุ่มฉ่ำ” อีกท่านบอกว่าเป็นเสียงกลางที่เปิดโปร่ง มีความใสที่ดีเป็นพิเศษ (แผ่น CAROL KIDD : NICE WORK) อีกท่านไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน กล่าวชมว่า PHANTOM DCT++ ให้เสียงกลางที่สะอาดเกลี้ยงเกลา แต่ไม่ฟอกขาวจนซีดและมีความน่าฟังเป็นพิเศษ (แผ่น REBECCA PIDGEON  : THE RAVEN)</p>
<p>ดูท่า PHANTOM DCT++ จะไปได้ดีกับเพลงร้องมากเป็นพิเศษ ชักนำเอาลูกขุนทั้งหลายเพลิดเพลิน จ่อมจมไปกับอารมณ์เพลงอย่างง่ายดายยิ่งจริงๆ</p>
<p>กับแผ่น BARB JUNGR : WALKING IN THE SUN (LINN RECORDS) ลูกขุนท่านหนึ่งชมเรื่องความนิ่งที่ PHANTOM DCT++ แสดงถึงตำแหน่งชิ้นดนตรีต่างๆ ได้ชัดเจน โดยที่ไม่ต้องใช้ความตั้งใจในการฟังมากนัก อีกท่านชมจังหวะจะโคน การเดินเบสฝีมือของ STEVE WATTS ที่มีการย้ำเน้นแบบได้อารมณ์ จนอดที่จะกระดิกเท้าตามจังหวะเพลงไปอย่างสนุกสนาน “อัพเปอร์เบสนี่..ใช้ได้เลย” อีกท่านตั้งข้อสังเกตว่า เบสต่ำๆ ฟังดูจะอ่อนน้ำหนักกว่าอัพเปอร์เบสไปหน่อย เก็บตัวเร็วไปสักนิด ในขณะที่ลูกขุนคอไฮเอ็นด์จับประเด็นเรื่องเสียงแหลมว่า PHANTOM DCT++ ถ่ายทอดรายละเอียดได้ดี มีความกลมกลืนที่ต่อเนื่อง (แผ่น OPUS3: LARS ERSTRAND AND FOUR BROTHERS) แต่ลูกขุนอีกท่านหนึ่งมองว่าปลายเสียงแหลมของ PHANTOM DCT++ เก็บตัวเร็วทำให้ปลายเสียงขาดความพลิ้วไปเล็กน้อย</p>
<p>หลังจากนั้นก็เป็นการเก็บตกนอกรอบตามธรรมเนียม ต้องยอมรับว่า PHANTOM DCT++ ถ่ายทอดดุลเสียงที่มีชีวิตชีวา แยกแยะรายละเอียดได้ดี โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางที่มาพร้อมกับจังหวะการย้ำเน้นที่โดดเด่น อาจจะกล่าวได้ว่านี่คือ เอกลักษณ์ ที่มีอยู่ในสายของ BLACK RHODIUM ส่วนใหญ่หลายๆ รุ่นเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับรุ่นที่สูงขึ้นจะสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาได้แจ่มชัด มั่นคง และลึกซึ้งขึ้นตามลำดับ ยิ่งเมื่อเป็น PHANTOM DCT++ ด้วยแล้ว ความโดดเด่นจะปรากฏชัด และฟังออกได้ในทันที นี่ต้องนับเป็นความโดดเด่นของ PHANTOM DCT++ที่สามารถจะช่วยยกระดับ ทำให้เสียงโดยรวมของซิสเต็มบางชุดกลับฟังมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันทีทันใด</p>
<p>ตอกย้ำกับเสียงร้องของป้า ELLA ที่มีความสะอาด เกลี้ยงเกลา อุดมไปด้วยฮาร์โมนิก ที่ฟังดูมีชีวิตชีวา มีความโปร่งใส ให้ความสดชื่น ชุ่มฉ่ำคล้ายกับบรรยากาศ ยามเมื่อฟ้าหลังฝนก็ไม่ปาน จนรู้สึกว่าเสียงของคุณป้า ELLA เหมือนกับจะมีความสาว ที่มาพร้อมกับความสดใสในดีกรีที่มากกว่าที่คุ้นเคย (ELLA FITZGERALD : FOREVER ELLA) ความสดใสและความมีชีวิตชีวานี้จะครอบคลุมไปถึงย่านเสียงแหลมต้นๆ ทำให้เนื้อเสียงในย่านดังกล่าวอาจจะมีมวลเสียงที่บางไปสักนิด แต่เชื่อได้เลยว่าความมีชีวิตชีวาของ PHANTOM DCT++ จะพาคุณเตลิดและเพลินไปกับเพลงร้องเหมือนดังต้องมนต์ “เสียงนาง” ได้อย่างไม่ยากเย็น</p>
<p>เสียงแหลมถ่ายทอดรายละเอียดได้ดี แม้เนื้อเสียงจะเรียวบางไปบ้างเพื่อสอดรับกับย่านเสียงในช่วงกลาง-สูง แต่ก็มีความกลมกลืนที่ดี ปลายเสียงแหลมสามารถถ่ายทอดตัวออกไปได้ในระดับหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เก็บตัวลง (OPUS3: LARS ERSTRAND AND FOUR BROTHERS) ถ้าไม่ฟังในแบบจับผิดกันจริงๆ ก็นับว่า PHANTOM DCT++ สามารถทำได้ในระดับที่ดีเกินมาตราฐาน ถ้าจะให้ชัดเจนกว่านี้ก็สามารถบอกได้เลยว่า เหนือกว่าสายของ BLACK RHODIUM ในอดีตอย่างรุ่น POLAR OPERA DCT ซึ่งใช้ตัวนำที่เป็นเงินบริสุทธิ์และถือเป็นสายรุ่นที่สูงกว่าและมีราคาที่แพงกว่า PHANTOM DCT++เสียอีก</p>
<p>สำหรับเสียงในย่านกลางต่ำ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของนักร้องชายอย่าง JOHN MICHAEL MONTGOMERYหรือ LOUIS ARMSTRONG แม้เนื้อเสียงจะบางไปสักนิด แต่ก็ชดเชยด้วยรายละเอียดและฮาร์โมนิก ที่สามารถจะถ่ายทอดบุคลิกทางเสียง ของนักร้องเหล่านั้นออกมาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ในย่านอัพเปอร์เบส PHANTOM DCT++ นำเสนอจังหวะที่มีความกระชับกระฉับกระเฉง ที่แฝงไว้ด้วยความละเมียดละไม มากกว่าจะเน้นความขึงขังจริงจัง เป็นอัพเปอร์เบสที่มีความเปล่งปลั่ง ที่ไม่ใหญ่หรือหนาจนเกินไป มีการย้ำเน้นที่จะแจ้ง โดดเด่น มีแรงปะทะพอประมาณมากกว่าจะเน้นความดุดัน (THE MERRY ANGLE OPUS5 “พญาลำพอง”) เบสต่ำๆ จะผ่อนน้ำหนักลง และเก็บตัวเร็ว</p>
<p>PHANTOM DCT++ ถ่ายทอดซาวด์สเตจทางด้านกว้างได้อย่างโดดเด่นกว่าทางด้านลึก การตรึงตำแหน่งต่างๆ ทำได้นิ่ง การวางตัวของซาวด์สเตจจะวางวงให้ขยับเดินหน้าออกมามากกว่าแนวระนาบของลำโพงเล็กน้อย จะมีก็แต่เสียงกลางที่จะวางตัวล้ำหน้าออกมามากกว่าแนวระนาบของซาวด์สเตจ ซึ่งจะทำให้เสียงร้องนั้นมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ การขึ้นรูปของอิมเมจแม้จะไม่โดดเด่นนัก แต่ก็มีให้สัมผัสฟังได้ ความสามารถในการแสดงความรู้สึกถึงช่องว่างระหว่างชิ้นดนตรีต่างๆ ก็ทำได้ในระดับที่ดี สำหรับการถ่ายทอดไดนามิกกับเพลงคลาสสิก โหมโรงที่บรรเลงโดยวงดนตรีขนาดใหญ่นั้น ดู PHANTOM DCT++ จะควบคุมและเน้นความสมดุลเอาไว้ได้ดี</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070476.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-921" title="P1070476" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/10/P1070476-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>สรุป</strong><strong></strong></p>
<p>นับว่า BLACK RHODIUM มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสายนำสัญญาณของตนเอง ให้มีคุณภาพที่ก้าวไปข้างหน้า หรือดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เป็นลำดับ อีกทั้งตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราก็ได้พยายามทำราคาจำหน่ายเอาไว้ไม่สูงมากนัก จึงทำให้สายนำสัญญาณของ BLACK RHODIUM มีความโดดเด่นเมื่อคำนึงถึงราคากับคุณภาพได้อย่างน่าสนใจยิ่งและ PHANTOM DCT++ สายรุ่นใหม่จาก BLACK RHODIUM ก็ยังคงยืนยันถึงสิ่งที่กล่าวมาได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ถ้าจะนำ PHANTOM DCT++ ไปเปรียบเทียบกับสายนำสัญญาณของ BLACK RHODIUM เองในอดีต ก็พอจะบอกได้ว่า PHANTOM DCT++ นั้นมีคุณภาพเสียงที่เหนือกว่า POLAR OPERA DCT (ที่มีราคาสูงกว่า) ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะกับความพิเศษในย่านเสียงกลางนั้น ต้องบอกว่า PHANTOM DCT++ สามารถขยับขึ้นไปจ่อแบบ”หายใจรดต้นคอ”กับรุ่น ORATORIO 3 DCT ในอดีตที่มีราคาสูงกว่า PHANTOM DCT++ ถึงอีกกว่าครึ่ง (ราคาประมาณกว่า 30,000 บาท)</p>
<p>คงจะไม่เป็นการพูดที่เกินเลยไปนัก ถ้าจะบอกว่า PHANTOM DCT++ เป็นสายนำสัญญาณที่ดีที่สุดของ BLACK RHODIUM ในขณะนี้และเมื่อคำนึงถึงคุณภาพและราคาแล้ว PHANTOM DCT++ จึงเป็นสายนำสัญญาณที่ควรค่าแก่การแนะนำครับ!</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอขอบคุณ บริษัท ยูโรวิชั่น จำกัด โทร. 0-2969-3751-3 ที่เอื้อเฟื้อสายมาให้ทดสอบในครั้งนี้</p>
<p>ะการแออกริงยิ่ความชอบแลหลงใหลความ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/articles/black-rhodium-phantom-dct/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Caspian M2 CD</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/articles/caspian-m2-cd/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/articles/caspian-m2-cd/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Sep 2012 05:08:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=888</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องเล่นซีดี CASPIAN M 2 CD PLAYER ถือว่าเป็นเครื่องเล่นซีดีเวอร์ชั่นล่าสุดในตระกูล CASPIAN จาก ROKSAN ที่ดำรงอยู่และได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 13 ปี ส่วนใหญ่พฤติกรรมของผู้ผลิตที่มีอยู่ในวงการเครื่องเสียงมักจะนิยมปรับเปลี่ยน ชื่อรุ่น หรือ ซีรี่ย์ ไปตามกาลเวลาที่เห็นว่าเหมาะสม จุดประสงค์ก็เพื่อความ “สด” และ “แปลกใหม่” อยู่เสมอ ถือว่าเป็นการจุดประกาย ความน่าสนใจในผลิตภัณฑ์ ให้มีอยู่อย่างต่อเนื่อง]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070427.jpg"><img class="wp-image-889 aligncenter" title="P1070427" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070427-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><strong>เครื่องเล่น ซีดี ROKSAN<br />
CASPIAN M 2</strong><br />
หัสคุณ</p>
<p>เครื่องเล่นซีดี CASPIAN M 2 CD PLAYER ถือว่าเป็นเครื่องเล่นซีดีเวอร์ชั่นล่าสุดในตระกูล CASPIAN จาก ROKSAN ที่ดำรงอยู่และได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 13 ปี ส่วนใหญ่พฤติกรรมของผู้ผลิตที่มีอยู่ในวงการเครื่องเสียงมักจะนิยมปรับเปลี่ยน ชื่อรุ่น หรือ ซีรี่ย์ ไปตามกาลเวลาที่เห็นว่าเหมาะสม จุดประสงค์ก็เพื่อความ “สด” และ “แปลกใหม่” อยู่เสมอ ถือว่าเป็นการจุดประกาย ความน่าสนใจในผลิตภัณฑ์ ให้มีอยู่อย่างต่อเนื่อง มีการปรับเปลี่ยนหน้าตา และรูปทรง ให้แตกต่างไปจากรุ่นเก่า หรือ ซีรี่ย์เดิมในอดีต โดยที่ข้างในนั้นอาจจะมีการปรับแต่งเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะมีก็เพียงแต่ผู้ผลิตบางรายซึ่งมีจำนวนน้อยที่ยังคงแนวคิดแบบ “อนุรักษ์นิยม” ที่ยังคงรักษาชื่อรุ่นและซีรี่ย์เอาไว้ เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และพัฒนา วงจรภายในมาอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ถ้าจะถามในทันทีว่าจะมีเจ้าไหนบ้างนั้น ก็พอตอบได้ว่ามีอย่าง SUGDEN, BRYSTON และก็ ROKSAN นี้ละครับ</p>
<p>ในจำนวนชื่อที่กล่าวมา ROKSAN ที่กลับมีความโดดเด่นกว่าใครๆ ก็ตรงที่ว่า ทางทีมของวิศวกรของ ROKSAN ที่นำโดยคีย์แมนคนสำคัญ และถือว่าเป็นผู้ที่กุมนโยบายไว้อย่างแม่นมั่นก็คือ MR.TOURAJ MOGHADDAM จะมุ่งเน้นที่การปรับปรุงศักยภาพ ของผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นที่จะต้องแจ้งต่อสาธารณะ ด้วยการปรับเปลี่ยนชื่อรุ่นไม่ให้เกิดความสับสน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เครื่องเล่นซีดีและอินทีเกรทแอมป์ของ ROKSAN ตระกูล CASPIAN ที่ถือกำเนิดขึ้นในปีค.ศ. 1998 ปรับเปลี่ยนมาเป็น CASPIAN M SERIES-1 ในปีค.ศ. 2004 (ห่างกัน 6 ปี) และพัฒนามาเป็น CASPIAN M 2 SERIES<strong> </strong>ในปีค.ศ. 2010 (ห่างกัน 6 ปี เช่นกัน) แต่ในช่วงระยะเวลา 6 ปีนั้น ทีมวิศวกรของ ROKSAN ได้มีการปรับแต่งและพัฒนาวงจรและอุปกรณ์ภายในไม่ว่าจะเป็นภาคเพาเวอร์ซัพพลาย, ภาควงจรอะนาลอก หรือแม้กระทั่งรีโมทคอนโทรล มาอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้แจ้งต่อสาธารณะแต่มีความต่อเนื่อง โดยที่ชื่อรุ่นก็ยังคงเป็น CASPIAN<strong> </strong>และคงรูปร่างภายนอกไว้ดังเดิม</p>
<p>สิ่งที่กล่าวมานี้ คงพอจะยืนยันได้ถึงความตั้งใจของทาง ROKSAN ที่มีความพยายามที่จะปรับระดับสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ให้มีการพัฒนาและก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างแท้จริง มากกว่าจะเน้นนโยบายการตลาดที่มุ่งเน้น และคำนึงถึงแต่เพียงเพื่อยอดขายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070400.jpg"><img class=" wp-image-893 aligncenter" title="P1070400" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070400-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>CASPIAN M 2 CD PLAYER</strong></p>
<p>ถึงแม้ในปัจจุบันทาง ROKSAN จะพัฒนาสายการผลิตของผลิตภัณฑ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ครอบคลุมออกไปอย่างกว้างขวาง แต่สำหรับเครื่องเสียงแล้ว ทาง ROKSAN ยังคงแบ่งไลน์การผลิตออกเป็น 3 ระดับ 3 ซีรี่ย์ ด้วยกันเท่านั้น เริ่มจากระดับเริ่มต้นคือ KANDY K2 มาสู่ระดับกลางอย่าง CASPIAN M 2 ซึ่งตามหลังระดับไฮเอนด์ อย่าง THE PLATINUM SERIES อยู่เพียงก้าวเดียวเท่านั้น</p>
<p>ROKSAN CASPIAN M 2 CD PLAYER ถือว่าเป็นเครื่องเล่นซีดีที่ผ่านการ “ปรับใหญ่” อีกครั้ง หลังจากที่ทิ้งระยะเวลาจาก CASPIAN M SERIES-1 มาครบ 6 ปี พอดิบพอดี ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าทางวิศวกรของ ROKSAN ดูจะใส่ใจกับตระกูล CASPIAN มากเป็นพิเศษ เมื่อเปรียบเทียบกับตระกูล KANDY และ THE PLATINUM SERIES   อาจจะเป็นด้วย CASPIAN เองนั้นถือว่าเป็นเครื่องเสียงในระดับกลาง ที่อาจจะครอบคลุมนักเล่นเครื่องเสียงเป็นจำนวนมาก  ซึ่งเท่ากับเป็นกลุ่มหลัก หรือ MAIN STREAM เป็นสนามแข่งขันที่มีความสำคัญ ทาง ROKSAN จึงได้ทุ่มเทและพัฒนาเพื่อปรับระดับสมรรถนะและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ก้าวทันกับสินค้าของคู่แข่งที่วางตัวอยู่ในระดับราคาที่สูงกว่าอย่างท้าทาย โดยที่ยังคงรักษาระดับราคาไว้ในระดับราคาที่ต่ำกว่า ทำให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070415.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-895" title="P1070415" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070415-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>รูปลักษณ์และการออกแบบ </strong></p>
<p>CASPIAN M 2 CD ก็เหมือนกับอินทีเกรทแอมป์ CASPIAN M 2 ที่ยังคงสัดส่วนของตัวเครื่องไว้เท่ากันกับเครื่องเล่น ซีดี รุ่น M1 ในอดีตที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 432 x 330 x 70 (กว้าง x ลึก x สูง) และมีน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 7 กก. (NET ) สำหรับน้ำหนักที่ระบุไว้ที่ 10 กก. นั้นเป็นน้ำหนักที่รวมอุปกรณ์และกล่องหนาแบบ 2 ชั้น</p>
<p>แผ่นหน้าของ CASPIAN M 2 CD ขึ้นรูปจากอะลูมิเนียมสีดำที่มีความหนาเป็นพิเศษถึง 6 มม. จะว่าไปแล้วตำแหน่งการจัดวาง รวมทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานจะเหมือนกันกับ CASPIAN CD M1 ในอดีต เพียงแค่ใน CASPIAN M2 CD จะมีการใช้เส้นตัดแบ่งระยะออกเป็นสัดส่วนทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งช่วยทำให้หน้าตาดูไม่เรียบจนเกินไป อีกทั้งยังได้ตัดเอานอตสกรู ทั้ง 4 มุม ออก หน้าตาของ CASPIAN M 2 CD จึงดูเรียบขึ้นอย่างมีสไตล์ ฝาครอบเครื่องจากเดิมที่เป็นเหล็ก ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้สแตนเลสที่มีคุณสมบัติของเนื้อที่แข็งกว่าอะลูมิเนียมแต่ก็ทำงานได้ยากกว่า ฝาครอบสแตนเลสแม้ว่าจะมีความหนาที่บางลงกว่าเหล็กหรืออะลูมิเนียม แต่ก็มีความมันเงาดูสะอาดตา มีการเซาะร่องให้สอดคล้องกับแผงหน้า อีกทั้งยังมีการสกรีนชื่อ ROKSAN และรุ่นกำกับเอาไว้บนฝาเครื่อง  ส่งผลให้ CASPIAN M 2 CD ดูจะมีความสวยงามที่เพิ่มพูนขึ้นมากกว่าเดิมอยู่ไม่น้อยเลย</p>
<p>สำหรับฟังก์ชั่นบนแผงหน้านั้น ทาง ROKSAN มีมาให้อย่างจำกัดแต่ก็พอเพียงต่อการควบคุมหน้าที่หลักๆ โดยไม่ต้องพึ่งพารีโมทในบางครั้ง เริ่มจากทางฝั่งด้านซ้าย จะมีปุ่มสีเงิน 3 ชุด เริ่มจากปุ่ม เปิด/ปิด ถาดใส่แผ่น (OPEN/CLOSE), ปุ่มหยุด (STOP) และปุ่มเล่น/หยุดชั่วคราว (PLAY/PAUSE) ตรงกึ่งกลางจะเป็นตัวถาดรับแผ่น โดยจะมีจอดิสเพลย์ (FL DISPLAY) ไฟ LED สีฟ้าสดใสวางตัวอยู่ด้านล่าง ซึ่งแม้จะมีขนาดที่ไม่ใหญ่นักแต่ก็สามารถแสดงรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน มองเห็นได้อย่างเด่นชัด แม้จะนั่งห่างออกมาพอสมควรก็ตาม  สำหรับทางฝั่งขวาของแผงหน้าก็จะมีปุ่มสีเงินอีก 3 ชุด ประกอบด้วย ปุ่มย้อนเพลง (TRACK BACK), ปุ่มข้ามเพลง (TRACK FORWARD) และปุ่มแสดงเวลา (DISPLAY TIME)</p>
<p>ด้านหลังจะมีขั้วต่ออะนาลอกเอาท์พุททั้งแบบ RCA และ BALANCED XLR มาให้อย่างละ 1 ชุด นี่ต้องนับเป็นครั้งแรกที่ทาง ROKSAN ได้เพิ่มขั้วต่ออะนาลอกเอาท์พุท แบบ BALANCE XLR เข้าไปในเครื่องเล่นซีดี CASPIAN เพราะโดยปกติทางฝั่งนักเล่นเครื่องเสียงชาวอังกฤษ จะนิยมการเชื่อมต่อสัญญาณแบบ ซิงเกิ้ลเอนด์ หรือ PHONO RCA<strong> </strong>เป็นหลัก ในขณะที่นักเล่นทางฝั่งอเมริกา จะนิยมชมชอบการเชื่อมต่อแบบ BALANCED XLR  นี่แสดงให้เห็นว่าทาง ROKSAN หมายมั่นที่จะให้ CASPIAN M 2 CD เป็นเครื่องเล่นซีดีที่มีความน่าสนใจในตลาดฝั่งอเมริกามากขึ้น</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070416.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-896" title="P1070416" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070416-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>สำหรับขั้วต่อแบบดิจิตอลเอาท์พุทนั้น CASPIAN M 2 CD ก็มีมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแบบ TOSLINK OPTICAL OUTPUT, แบบ COAXIAL RCA 75 Ohm SPDIF รวมทั้งดิจิตอลเอาท์พุทแบบ AES/EBU BALANCE XLR 110 Ohm ขั้วต่อทั้งหมดเป็นแบบเคลือบทองอย่างดี ใน CASPIAN M 2 CD ยังมีขั้วต่อกราวด์ (CHASSIS GROUND TERMINAL) แยกมาให้เพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวก ในกรณีที่ระบบไฟภายในบ้านยังไม่มีการเดินระบบกราวด์รวมไว้ ปลั๊ก AC จะเป็นแบบ ซ็อคเก็ต 3 ขา IEC แบบมีฟิวส์ในตัว สามารถถอดเปลี่ยนสายไฟ AC ได้</p>
<p>สวิตช์เปิด/ปิดเครื่อง ทาง ROKSAN ได้จัดวางไว้ที่ใต้เครื่อง โดยจะวางตัวไว้อยู่ที่ทางด้านมุมซ้าย ด้านหน้าของเครื่อง นับว่าเป็นการออกแบบที่ดี ให้ความสะดวกในการใช้งานได้ง่าย และคล่องตัว สำหรับขายางใต้เครื่องยังได้รับการออกแบบมาอย่างดี เป็นขายางแบบ 2 ชั้น (DE &#8211; COUPING FEET) โดยที่ภายนอกจะเป็นพลาสติกแข็งแบบ PE แต่ภายในจะเป็นขายางที่นุ่มแต่แน่น มีความยืดหยุ่นตัวสูง สามารถรองรับน้ำหนักของเครื่องได้อย่างมั่นคง</p>
<p>CASPIAN M2 CD จะมาพร้อมกับรีโมทแบบ LEARNING REMOTE HANDSET รุ่น RMX-108 ที่ดูหรูหราน่าใช้  เป็นรีโมทตัวเดียวกันกับที่มากับอินทิเกรทแอมป์ CASPIAN M 2 ที่เคยทดสอบไปก่อนหน้านี้  รีโมท RMX-108 เป็นรีโมทที่มีปุ่มกด 24 ฟังก์ชั่น สามารถควบคุมระดับความดังได้ มีหน้าจอ LCD และปุ่มควบคุมแบบสัมผัส หรือ TOUCH SCREEN เพิ่มเติมพร้อมกับ BACK LIGHT ไฟสีเขียว เพื่อการใช้งานในที่มืดได้อย่างสะดวก ตัวรีโมท RMX-108 สามารถที่จะควบคุมแอมปลิไฟเออร์, เครื่องเล่นซีดี และจูนเนอร์ ของ ROKSAN ทั้งตระกูล CASPIAN และ KANDY ได้อย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นถ้าคุณเลือกใช้ซิสเต็มของ ROKSAN ก็เพียงใช้รีโมทเพียงตัวเดียวในการควบคุมและสั่งงานได้อย่างสะดวกสบาย</p>
<p>ภายใน CASPIAN M 2 CD<strong> </strong>ถูกออกแบบและจัดวาง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน เริ่มจากภาคจ่ายไฟ ที่ใน CASPIAN M 2 CD เลือกใช้หม้อแปลงแบบเทอรอยด์ถึง 2 ชุด แยกกันเป็นอิสระ หม้อแปลงที่ใช้เป็นแบบ HIGH PERFORMANCE มีการรบกวนต่ำ (LOW NOISE) โดยใช้ขนาด 52 VA สำหรับภาคอะนาลอก และขนาด 50 VA สำหรับภาคดิจิตอล การแยกหม้อแปลงทั้ง 2 ภาค ออกจากกันก็เพื่อป้องกันการรบกวนที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างภาคอะนาลอก และดิจิตอล อย่างเด็ดขาด ทาง ROKSAN เรียกระบบนี้ว่า INDEPENDENT ANALOGUE OUTPUT STAGE POWER SUPPLY</p>
<p>ขั้วซ็อตเก็ตไฟ AC แบบ 3 ขา ทาง ROKSAN ยังได้เลือกใช้ปลั๊กไฟคุณภาพสูง แบบมีฟิลเตอร์ในตัวเพื่อลดสัญญาณรบกวนที่แฝงตัวมาตามสายไฟ AC</p>
<p>ส่วนที่สองก็คือ ชุดทรานสปอร์ต ซึ่งจะถูกวางไว้ตรงกึ่งกลางของเครื่อง ตัวชุด ทรานสปอร์ตถูกออกแบบมาเป็นระบบ DE-COUPLED LASER MECHANICAL ISOLATION โดยที่ชุดทรานสปอร์ตจะถูกออกแบบมาให้วางตัวแบบแขวนลอย (SPRUNG SUB-CHASSIS) แยกเป็นอิสระออกจากแท่นเครื่อง การเชื่อมต่อระหว่างชุดทรานสปอร์ตกับแท่นเครื่องจะมีลูกยางและคอยล์สปริง 4 ชุด ทำหน้าที่เป็นตัวรับชุดทรานสปอร์ตให้ลอยตัวเอาไว้ เข้าใจว่า MR.TOURAJ MOGHADDAM ได้ประยุกต์นำเอาหลักการของการออกแบบเครื่องเล่นเทิร์นเทเบิ้ล มาใช้กับชุดทรานสปอร์ตของเครื่องเล่นซีดีได้อย่างชาญฉลาด และน่าสนใจไม่น้อยเลย</p>
<p>ในส่วนที่สาม ก็จะเป็นแผ่นวงจรชุด MAIN BOARD ซึ่งจะวางตัวอยู่ทางด้านหลังของชุดทรานสปอร์ต ทาง ROKSAN ได้ออกแบบและแยกการเรทกูเลทไฟออกเป็นอิสระทั้งหมด 12 ชุดด้วยกัน จัดวงจรภาคอะนาลอกและดิจิตอล เป็นแบบ FULLY REGULATED CIRCUITS มีความใส่ใจและให้ความสำคัญกับวงจร QUARTZ CLOCK เป็นพิเศษที่ทาง ROKSAN ได้สั่งทำขึ้นมาแบบ CUSTOM MADE มีการคัดสรรวงจร CLOCK แบบ LOW JITTER ซึ่งทาง ROKSAN เรียกมันว่า วงจร SUPER PRECISION MASTER CLOCK มีการจัดวางวงจรอย่างพิถีพิถัน โดยวางวงจรไว้ให้ใกล้กับภาค DAC มากที่สุด ทาง ROKSAN ได้ระบุค่า JITTER<strong> </strong>ไว้ต่ำกว่า 130 PSEC (โดยปกติ หรือ TYPICALLY จะอยู่ที่ต่ำกว่า 70 PSEC) ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำมาก เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องเล่นซีดีเครื่องอื่นๆหรือแม้แต่กับ CASPIAN CD PLAYER เองในอดีต เมื่อ 13 ปีที่แล้วที่มีค่าสูงกว่านี้อยู่ถึงเกือบ 10 เท่า!</p>
<p>ในส่วนของภาค DATA ACQUISITION IC หรือภาคประมวลผลทางข้อมูลจากดิจิตอลนั้น ใน CASPIAN M 2 CD เลือกใช้ชิปของ NEC สำหรับชิป DAC นั้น ใช้ชิปของ BURR BROWN PCM 1798 ซึ่งใช้อยู่ในเครื่องเล่นซีดีตระกูล KANDY K2 ด้วยเช่นกัน  PCM 1798 ทำงานแบบ 24 BIT SAMPLING RATE ที่ 192 kHz เป็น IC แบบ MONOLITHIC CMOS โดยใช้การประมวลผลแบบ TI’S ADVANCED SEGMENT เพื่อที่ให้ค่าไดนามิกเรนจ์ที่สูงถึง 123 dB มีความเพี้ยนแบบ THD+N ที่ 0.0005% อีกทั้งมีค่าความคลาดเคลื่อนทางเวลาที่ต่ำ นองจากนี้ PCM 1798 ยังมีภาคเอาท์พุทแบบ BALANCED CURRENT OUTPUTS ที่สามารถนำไปออกแบบภาคอะนาลอกได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ในภาค I/V CONVERTER เข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของ OP-AMP NE 5534 จำนวน 2 ตัว ต่อแชนแนล (รวมทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน) จากนั้นจึงเป็นภาคอะนาลอกเอาท์พุท ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของ OP-AMP จาก BURR BROWN OPA 134 ซึ่งมีภาคอินพุทเป็น TRUE FET INPUT STAGE เป็น OP-AMP ที่มีความเพี้ยนที่ต่ำมาก คือ 0.00008% มีค่าสลูเรท อยู่ที่ 20v/us มีแบนวิดธ์ที่กว้างถึง 8 MHz จำนวน 1 ตัวต่อแชนแนล</p>
<p>สำหรับเอาท์พุทแบบ BALANCED XLR นั้น ทาง ROKSAN เลือกใช้ชิป OP-AMP ของ ANALOG DEVICE SSM 2142 1ตัวต่อแชนแนล ชิป SSM 2142 เป็น BALANCED LINE DRIVER จะทำงานแบบ DIFFERENTAL-OUTPUT BUFFER AMPLIFIER ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณอินพุทแบบซิงเกิ้ลเอนด์ ให้กลายเป็นสัญญาณแบบบาลานท์เอาท์พุท จุดเด่นของ SSM 2142 ก็คือ มันได้จำลองการทำงานของวงจรแบบ FULLLY BALANCED ที่ใช้หม้อแปลง (TRANSFORMER-BASED SOLUTIONS) ในการแปลงสัญญาณในภาคไลน์ไดรฟ์ แต่ SSM 2142 จะมีสัญญาณรบกวนที่ต่ำกว่า อีกทั้งยังมีค่า REJECTION OF COMMON-MODE NOISE ที่ดีเยี่ยมมีความเที่ยงตรงสูง และยังสามารถขับโหลดต่ำๆ ได้ดี</p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070443.jpg"><img class="size-medium wp-image-894 aligncenter" title="P1070443" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070443-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>อุปกรณ์ภายในผ่านการคัดสรรมาอย่างดี แบบออดิโอเกรด ไม่ว่าจะเป็นคาปาซิเตอร์ ของ MATSUSHITA และ SAMWHA อุปกรณ์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ SMD (SURFACE-MOUNTED DEVICE) แทบทั้งหมด มีการเดินสายไฟเท่าที่จำเป็นเท่านั้น สเปคของ CASPIAN M2 CD มีดังนี้ :</p>
<p><strong>SPECIFICATION</strong></p>
<div align="center">
<hr align="center" size="2" width="100%" />
</div>
<table border="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top"><strong>Operating System</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">CD digital audio system (CD, CD-R, CD-RW)</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Frequency Response</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">20Hz – 20kHz ± 0.2dB</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Harmonic Distortion</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">&lt; 0.0015% @ 0dB, 1kHz (Typically 0.0005%)<br />
&lt; 0.005% @ -30dB, 1kHz<br />
&lt; 0.01% @ 0dB, 20kHz</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Intermodulation Distortion</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">&lt; 0.001% @ 0dB (Typically 0.0005%)</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>S/N Ratio (IHF-A Wtd.)</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">105 dB</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Wow &amp; Flutter</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">Quartz precision</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Channel Separation</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">&gt;100 dB @ 1kHz<br />
&gt;100 dB @ 20kHz</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Output Voltage</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">1.95Vrms</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Analogue Outputs</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">L&amp;R, RCA Gold plated<br />
L&amp;R Balanced XLR Gold plated</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Digital Outputs</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">75 Ohm Coaxial, RCA Gold plated<br />
110 Ohm Balanced AES/EBU, XLR Gold plated<br />
Optical, Toslink</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>D/A Conversion</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">PCM1798 Advace Segment, Audio-Stereo DAC</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Resolution/Sampling</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">24 bits / 192 kHz</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Oscillation</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">3rd Overtone Oscillation</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Crystal</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">Super precision, custom made</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Mechanical Isolation</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">Main chassis de-coupling feet, custom made<br />
Laser mechanism 2 stage de-coupling</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Jitter</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">&lt;130 psec (Typically &lt;70 psec)</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Idle Pattern</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">&lt;-105 dB</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Stop band Rejection</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">&lt;-95 dB</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Power Supply</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">x2 high performance low noise toroidal transformers<br />
12 fully regulated power rails</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Power Source</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">100V – 120V 50Hz / 60Hz<br />
220V – 240V 50Hz / 60Hz</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Power Consumption</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">&lt; 20 W</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Dimension</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">432 x 330 x 70 (W x D x H) mm<br />
432 x 330 x 80 (including feet)</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Weight</strong></td>
<td valign="top">
<p align="right">10Kg</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"></td>
<td valign="top"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong> </strong></p>
<p><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070440.jpg"><img class="size-medium wp-image-897 aligncenter" title="P1070440" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070440-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>ผลการทดลองฟัง</strong><strong></strong></p>
<p>ROKSAN CASPIAN M 2 CD มาอยู่กับพวกเรา นานพอที่จะฟังกันได้เต็มที่ หลังจากที่เบิร์นเครื่องจนพร้อม ก็ต้องนับเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เหล่าคณะลูกขุนต่างมีภารกิจ ติดธุระไม่สามารถนัดหมาย ให้มารวมกันได้ในคราเดียวกันสำเร็จ บางท่านไม่สะดวกมาเลยจึงมีเพียงแค่ลูกขุนบางท่าน ที่สามารถแบ่งปันเวลาและแวะเวียนเข้ามาช่วยแสดงความคิดเห็นกันต่างกรรมต่างวาระ จึงขอรวบรวมความคิดเห็นไว้ในคราวเดียวกัน สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังประกอบด้วย</p>
<p>อินทีเกรทแอมป์ : ROSKAN CASPIAN M2</p>
<p>ปรีแอมป์ : XAMP-X-02 SE, KRELL KSL</p>
<p>เพาเวอร์แอมป์ : XAMP-120 A, KRELL KSA 50s</p>
<p>ลำโพง : SAMLL ONE CLASSIC, B&amp;W 805s</p>
<p>สายนำสัญญาณ : VAMPIRE AI II (RCA, BALANCED XLR)</p>
<p>VAN DEN HUL “THE SECOND”BALANCE XLR</p>
<p>สายลำโพง : VAMPIRE ST-II</p>
<p>สายเอซี : XAC# 5 (AC POWER CORD)</p>
<p>ฟิวส์ : MUSIC MUSE</p>
<p>ห้องฟังขนาด 4&#215;8 เมตร ได้รับการปรับแต่งอะคูสติกมาอย่างดี ได้มีการเปรียบเทียบ การเชื่อมต่อเครื่องเล่นซีดี CASPIAN M 2 CD กับปรีแอมป์ที่ใช้เป็นตัวอ้างอิงในการทดสอบทั้ง 2 แบบ คือการต่อสายสัญญาณ ทั้งแบบ RCA และ BALANCED XLR ซึ่งคณะลูกขุนทุกท่าน เห็นตรงกันว่า การเชื่อมต่อด้วยสายนำสัญญาณ แบบ RCA จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า ดังนั้น ตลอดการฟังพร้อมกับคณะลูกขุนทุกท่าน จึงปฏิบัติตามที่กล่าวมา สำหรับการเชื่อมต่อด้วยสายนำสัญญาณ แบบ BALANCED XLR นั้น ขอนำมากล่าวถึงในเชิงเปรียบเทียบในภายหลังครับ</p>
<p>ต้องบอกว่า CASPIAN M 2 CD นั้น ทำคะแนนเฉลี่ยได้ดีเกินกว่าที่คาดเอาไว้ในคราแรก “มั่นคงและชัดเจน” เป็นประเด็นแรกที่ลูกขุนท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็น (REBECCA PIDGEON: THE RAVEN) “น้ำเสียงมีแววดีทีเดียว แต่ยังไม่ค่อยโดนเท่าไร” (CAROL KIDD: NICE WORK) ลูกขุนมือใหม่ แต่ไฟแรงอีกท่านสำทับ หลังจากที่ฟังแล้วนั่งนึกเปรียบเทียบกับเครื่องเล่นซีดีที่ใช้เองอยู่ขณะหนึ่ง “เสียงกลางของ CASPIAN M 2 CD  ถ่ายทอดฮาร์โมนิกได้ดี ให้ความมีชีวิตชีวาที่ดีเป็นพิเศษ” (ELLA FITZGERALD: FOREVER ELLA) ลูกขุนผู้มีประสบการณ์กล่าวชม ในขณะที่นักเล่นคอไฮ-เอนด์อีกท่านกลับมีความเห็นที่แตกต่าง “เสียงกลางนั้นขาดมวล และไม่เด่นเท่าที่ควร”ทั้งๆ ที่ฟังเพลงเดียวกัน</p>
<p>กับแผ่น OPUS 3: LARS ERSTRAND AND FOUR BROTHERS ลูกขุนท่านหนึ่งมีความเห็นว่า CASPIAN M 2 CD ขาดความมีชีวิตชีวา และรายละเอียดในย่านเสียงแหลม ในขณะที่อีกท่านเห็นว่า CASPIAN M 2 CD ควบคุมเสียงแหลม ให้ฟังสบาย ไม่กร้าว ไม่จัด และไม่แข็ง แต่แหม&#8230;ขาดความกังวานของหางเสียงไปหน่อย สำหรับลูกขุนคอเบสชมว่าย่านอัพเปอร์เบส CASPIAN M 2 CD มีการย้ำเน้นที่ดี แต่เบสต่ำๆ ดูจะขาดความดุดัน และความเด็ดขาดไป “แบบว่าอยากได้มากกว่านี้นะ” (THE MERRY ANGEL OPUS 5 “พญาลำพอง”)</p>
<p>หลังจากที่ได้รวบรวมข้อคิดเห็นทั้งหมดแล้ว จึงทำการฟัง CASPIAN M 2 CD เพื่อสรุปผลอีกครั้ง  ROKSAN CASPIAN M 2 CD นำเสนอน้ำเสียงที่มีความกลมกลืน ให้ความต่อเนื่องที่ฟังละมุน นุ่มนวล แทบจะไม่เรียกร้องความสนใจเอาเสียเลย นักเล่นท่านใด โหยหาความตื่นเต้น เร้าใจ หรือเรียกร้องความประทับใจแบบรักแรกพบในทันทีทันใดนั้น อาจจะมองข้าม CASPIAN M 2 CD ไปอย่างไม่มีเยื่อใยในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ได้สัมผัสฟัง (CAROL KIDD: NICE WORK)แต่ถ้าได้ลองสละเวลาอีกสักพักใหญ่ๆ และจับสังเกตให้ดีๆ จะพบว่าในความกลมกลืนนั้น CASPIAN M 2 CD กลับถ่ายทอดเสียงร้องของป้า CAROL KIDD ที่มีมวลเสียงที่ดี มีตัวตนที่ไม่หนา แต่มั่นคงและนิ่งแบบจับวางกันเลยทีเดียว</p>
<p>ตอกย้ำกันอีกครั้งกับเสียงร้องของป้า ELLA FITZGERALD ในเพลง THE VERY THOUGHT OF YOU ที่ CASPIAN M 2 CD สามารถถ่ายทอดน้ำเสียงที่มีมวลค่อนมาทางกลางต่ำได้อย่างมั่นคง มีรายละเอียด รวมทั้งฮาร์โมนิกที่ดี ให้ความสมจริง และเป็นน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวาอย่างโดดเด่น (ELLA FITZGERALD: FOREVER ELLA) เสียงกลางต่อเนื่องไปถึงเสียงแหลมต้น มีความราบเรียบกลมกลืน โดยที่พื้นเสียงนั้นก็มีความสะอาด และมีความใสที่ดีในระดับหนึ่ง เปิดเผยตำแหน่งของชิ้นดนตรีต่างๆ ออกมาได้อย่างแจ่มชัด โดยที่ไม่ขึ้นขอบ เสียงแหลมที่มีความถี่ที่สูงขึ้นฟังดูจะลดขนาดของมวลเสียงลงบ้างเป็นลำดับ จึงทำให้ฟังดูเรียวบางลง การแยกแยะรายละเอียดทำได้ดี ปลายเสียงแหลมไม่ทอดตัวออกไปไกลนัก พร้อมกับการลดระดับความใสลงไปอย่างต่อเนื่อง เปรียบเหมือนกับแสงสว่างของพลุที่ค่อยๆ วูบดับลง จึงทำให้รู้สึกว่า เสียงแหลมของ CASPIAN M 2 CD จะมีอาการติดแห้งอยู่บ้างเล็กน้อยและขาดความกังวานของหางเสียงไปบ้างเท่านั้น (OPUS 3: LARS ERSTRAND AND FOUR BROTHERS) ก็อย่างที่ลูกขุนท่านหนึ่งได้แสดงความเห็นเอาไว้ว่า CASPIAN M2 CD ให้เสียงแหลมที่ฟังสบาย เจือไว้ด้วยความนุ่มนวลอย่างลงตัว</p>
<p>CASPIAN M 2 CD แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นในย่านเสียงกลางลงมาถึงกลางต่ำ ที่ทาง ROKSAN สามารถนำเสนอออกมาได้ดีเป็นพิเศษ มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่สามารถสัมผัสและฟังออกได้อย่างชัดเจน ดังนั้นกับเสียงนักร้องชายอย่าง JOHN MICHAEL MONTGOMERY หรือ COLLIN RAYE  นั้น CASPIAN M 2 CD จึงสามารถถ่ายทอดมวลเสียงที่มีความกลมกลืน มีตัวตนที่เด่นชัด ชักชวนให้คุณเพลิดเพลินกับการฟังเพลงได้อย่างไม่ยากเย็น</p>
<p>อัพเปอร์เบส มีความอิ่ม มีจังหวะย้ำเน้นที่ดีที่แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลมากกว่าเน้นความดุดัน อาจจะไม่เพียงพอสำหรับนักฟังคอเบสพันธุ์แท้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเบสของ CASPIAN M 2 CD จะไร้ซึ่งน้ำหนักเลยซะทีเดียว สำหรับความแน่นและความกระชับนั้นนับว่าใช้ได้ เพียงแต่เบสที่ต่ำลงไปจะค่อยๆอ่อนน้ำหนักลง และเก็บตัวเร็วไปหน่อย&#8230;เท่านั้น (THE MERRY ANGLE OPUS 5 “พญาลำพอง”)</p>
<p>การตรึงตำแหน่งต่างๆ ภายในซาวน์สเตจนั้น CASPIAN M 2 CD ทำได้อย่างมั่นคง นิ่งสนิท การขึ้นรูปของอิจเมจทำได้ดีเกินกว่าเกณฑ์ของเครื่องเล่นซีดี ในระดับราคาเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า CASPIAN M 2 CD มีค่าความคลาดเคลื่อนทางด้านเวลาที่ต่ำมาก นั่นย่อมหมายถึงวงจร SUPER PRECISION MASTER CLOCK ใน CASPIAN M 2 CD มีความเที่ยงตรงและทำงานได้อย่างแม่นยำ สมกับที่ทาง ROKSAN ได้ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ การวางตัวของซาวน์สเตจจะวางตัวอยู่ในแนวระนาบเดียวกันกับลำโพง สัดส่วนความกว้างจะวางตัวอยู่ในระยะ ระหว่างลำโพงซ้ายกับขวา ไม่ขยายตัวให้กว้างเลยลำโพงออกไป</p>
<p>สำหรับอิมเมจของเสียงกลางนั้น CASPIAN M 2 CD จะวางตัวเหมือนกับว่าจะถอยลึกลงไป ภายในซาวน์สเตจมากกว่าปกติอยู่บ้างเล็กน้อย จริงๆ แล้วอาจจะเป็นความต้องการของทาง ROKSAN เอง ที่ไม่ให้มันโดดเด่นจนเกินงาม เหมือนกับที่ปรากฏในเครื่องเล่นซีดี ในระดับไฮเอนด์บางเครื่องก็เป็นได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ ท่านลูกขุนคอไฮเอนด์ประจำคณะ อาจจะรู้สึกว่า CASPIAN M 2 CD ขาดความโดดเด่นในด้านนี้ไปบ้าง สัดส่วนทางด้านลึกนั้น CASPIAN M 2 CD ก็สามารถที่จะแสดงระดับชั้นที่ถอยลึกลงไปได้ดี ถึงแม้การคงอยู่ของอิมเมจจะค่อยๆ ย่อหย่อนลงไปตามลำดับก็ตาม</p>
<p>สุดท้ายได้ลองเชื่อมต่อ CASPIAN M 2 CD ด้วยสายนำสัญญาณที่เหมือนกันแต่เป็น แบบ BALANCED XLR คุณภาพเสียงที่ได้นั้น นับว่ามีความแตกต่างจากการต่อสายนำสัญญาณแบบ RCA อยู่พอสมควรเลยทีเดียว ถ้าทำการทดสอบแบบ “ไม่เห็นเครื่อง” (BLIND TEST) ต้องเข้าใจว่าเป็นเครื่องเล่นซีดีคนละเครื่องเป็นแน่</p>
<p>การเชื่อมต่อด้วยสายนำสัญญาณแบบ BALANCED XLR นั้น ส่งผลให้ดุลเสียงของ CASPIAN M 2 CD มีมวลเสียงที่บางลง แต่ไปเพิ่มสัดส่วนของความโปร่งใสในน้ำเสียงที่มากขึ้น ซาวน์สเตจจะขยายตัวเลยลำโพงซ้ายและขวาออกไป ช่องว่างระหว่างดนตรีเหมือนกับว่า จะถูกเว้นระยะห่างให้มีอาณาบริเวณที่มากขึ้น ทำให้ได้ซาวน์สเตจที่กว้างขวางเต็มห้องฟัง การวางตัวของซาวน์สเตจ จะเดินหน้าเข้าหาผู้ฟังมากขึ้น (FORWARD) สัดส่วนความลึกของซาวน์สเตจก็ถูกลดทอนลงไปด้วยเช่นกัน การขึ้นรูปของอิมเมจไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดนัก ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับ การนำเอา CASPIAN M 2 CD ไปใช้กับซิสเต็มที่มีคุณลักษณะเสียงในแบบใดเป็นสำคัญ ซึ่งต้องผ่านการทดลองจากการใช้งาน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและความพอใจและอยู่ในดุลยพินิจของผู้ใช้แต่ละท่านครับ</p>
<p><strong>สรุป </strong><strong></strong></p>
<p>CASPIAN M 2 CD เป็นเครื่องเล่นซีดีที่ได้รับการปรับโฉม โดย ROKSAN ให้มีความโฉบเฉี่ยว มีความทันสมัย และมีฟังก์ชั่นที่ครบเครื่องมากกว่า CASPIAN ในอดีต ที่สำคัญก็คือ ความใส่ใจที่ทาง ROKSAN ได้ทุ่มเทลงไป CASPIAN M 2 CD ที่ผ่านมาจากการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ซึ่งแน่นอนว่า มีผลต่อคุณภาพเสียง โดยรวมที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าชื่อชั้นของ ROKSAN อาจจะไม่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากนัก ทั้งจากนักเล่นในบ้านเรา หรือจากนักวิจารณ์ทางฝั่งอเมริกาก็ตาม  อีกทั้งการวางตัวของ ROKSAN CASPIAN M 2 CD เอง ก็อยู่ในระดับราคาที่มีตัวเลือก หรือคู่แข่งอยู่มากมายไม่ใช่น้อย ซึ่งอาจจะส่งผลให้คุณรู้สึกลังเลในการตัดสินใจ แต่ที่แน่ๆ  CASPIAN M 2 CD ได้รับรางวัล “BEST BUY AWARD” ติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน (ค.ศ.2010-2011) จากนิตยสาร WHAT HI-FI ของอังกฤษ</p>
<p>เมื่อคำนึงถึงการออกแบบรวมทั้งคุณภาพเสียงแล้วละก็ CASPIAN M 2 CD จาก ROKSAN ก็มีศักยภาพที่มากพอที่จะต่อกรกับคู่แข่งทั้งหลาย ทั้งในระดับราคาใกล้เคียงกัน หรือ สูงกว่าได้อย่างไม่น้อยหน้าเช่นกัน   ROKSAN CASPIAN M 2 CD คือ หนึ่งในเครื่องเล่นซีดี ที่สามารถจัดให้อยู่ในระดับ “แนะนำ” ที่คุณต้องหาโอกาสไปสัมผัสฟังให้ได้ครับ</p>
<p>ขอขอบคุณบริษัท ไฮไฟเพาเวอร์ จำกัด โทร.0-2881-7273-1 ที่เอื้อเฟื้อให้เครื่องมาทดสอบครั้งนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/articles/caspian-m2-cd/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ROKSAN CASPIAN M2</title>
		<link>http://www.hi-fier.com/articles/roksan-caspian-m2/</link>
		<comments>http://www.hi-fier.com/articles/roksan-caspian-m2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Sep 2012 10:12:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเทคนิค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hi-fier.com/?p=874</guid>
		<description><![CDATA[ROKSAN คือความหลงใหล โดยมีความมุ่งมั่นที่สำคัญที่จะรังสรรค์ชุดเครื่องเสียงเพื่อที่จะนำเอาดนตรีที่มีความสมจริงให้เข้าไปอยู่ภายในทุกๆ บ้าน ไม่เพียงเท่านั้นแต่ ROKSAN ยังให้ความสำคัญกับหลักสำคัญ 3 ประการคือ การออกแบบที่สวยงาม (AESTHETICS BEAUTY DESIGN) ผสานเข้ากับการจัดกับปัญหาต่างๆ ในการออกแบบวงจรเครื่องเสียงอย่างถูกต้อง (RIGHT SOLUTIONS) ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (RELEVANT TECH NOLOGIES) ROKSAN ยืนยันว่าด้วยหลัก 3 ประการ ตามที่กล่าวมานั้นได้ ส่งผลให้ ROKSAN ประสบกับความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง และยาวนานเกินกว่า 2 ทศวรรษ]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070343.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-875" title="P1070343" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070343-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>อินทีเกรทแอมป์</strong><strong><br />
ROKSAN CASPIAN M2<br />
โดย หัสคุณ</strong></p>
<p><strong>ที่มาของ </strong><strong>ROKSAN</strong></p>
<p>ROKSAN คือความหลงใหล โดยมีความมุ่งมั่นที่สำคัญที่จะรังสรรค์ชุดเครื่องเสียงเพื่อที่จะนำเอาดนตรีที่มีความสมจริงให้เข้าไปอยู่ภายในทุกๆ บ้าน ไม่เพียงเท่านั้นแต่ ROKSAN ยังให้ความสำคัญกับหลักสำคัญ 3 ประการคือ การออกแบบที่สวยงาม (AESTHETICS BEAUTY DESIGN) ผสานเข้ากับการจัดกับปัญหาต่างๆ ในการออกแบบวงจรเครื่องเสียงอย่างถูกต้อง (RIGHT SOLUTIONS) ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (RELEVANT TECH NOLOGIES) ROKSAN ยืนยันว่าด้วยหลัก 3 ประการ ตามที่กล่าวมานั้นได้ ส่งผลให้ ROKSAN ประสบกับความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง และยาวนานเกินกว่า 2 ทศวรรษ</p>
<p>ROKSAN เป็นเครื่องเสียงจากประเทศอังกฤษ บริษัทถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1985 โดย TOURAJ MOGHADDAM และ TUFAN HASHEMI และถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมากว่า 20 ปี จวบจนถึงปัจจุบัน ROKSAN ยังคงดำรงอยู่ภายใต้การบริหาร และเป็นของบุรุษทั้ง 2 ท่านตามที่กล่าวมาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง</p>
<p>กำเนิดของ ROKSAN นั้น เริ่มต้นจากการที่ TOURAJ MOGHADDAM ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรที่เพิ่งจะจบจาก IMPERIAL COLLEGE กรุง LONDON มาหมาดๆ TOURAJ นั้นเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า อีกทั้งตัวเขายังคลั่งไคล้เครื่องเสียงในระดับ ‘เข้าเส้น’ ตัว TOURAJ ยังเป็นสมาชิกของ COLLEGE AUDIO SOCIETY อีกด้วย เขามีชุดเครื่องเสียงที่ประกอบด้วยเทิร์นเทเบิ้ลของ LINN และชุดเครื่องเสียงของ NAIM ซึ่งในขณะนั้นได้รับการกล่าวขวัญถึงกันเป็นอย่างมาก</p>
<p>แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็เกิดไอเดียรวมทั้งความคิดที่จะสร้างเครื่องเล่นเทิร์นเทเบิ้ลที่เขาคิดว่าน่าจะให้คุณภาพเสียงได้ดีกว่า เทิร์นฯ ของ LINN เสียอีก เขาได้ทุ่มเทเวลาในการค้นคว้า ศึกษา และทดลองอย่างมุ่งมั่นจนได้ข้อสรุป และลงมือทำขึ้นมาเป็นตัวต้นแบบ (PROTO TYPE) TOURAJ ได้นำเทิร์นฯ ตัวต้นแบบไปให้เพื่อนฝูงฟังกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ TUFAN HASHEMI เมื่อ TUFAN ได้ฟังก็เกิดความประทับใจ และได้เสนอข้อคิดเห็นที่จะเริ่มต้นผลิตมันออกจำหน่ายอย่างจริงจัง ทั้ง 2 จึงจับมือกันก่อตั้งเป็นบริษัท ROKSAN ENGINEERING CO.,LTD. มาตั้งแต่บัดนั้นและเจ้าเทิร์นเทเบิ้ลตัวต้นแบบก็ได้กลายมาเป็นเทิร์นเทเบิ้ลรุ่น XERXES ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของ ROKSAN นั้นเอง</p>
<p>จากวันนั้นถึงวันนี้ ROKSAN มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และไม่หยุดยั้ง ทาง ROKSAN เองก็เพิ่งจะฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 20 ปี (20<sup>th</sup> ANNIVERSARY) ไปเมื่อปีค.ศ. 2005 และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้เป็นงานที่ควรค่าแก่การจดจำ ทาง ROKSAN ได้นำเสนอเทิร์นเทเบิ้ลตัวใหม่คือ XERXES.20 เพื่อมาแทน XERXES X เทิร์นฯ ตัวเก่าในอดีต</p>
<p>ถึงแม้ว่า ROKSAN จะเริ่มต้นหรือถือกำเนิดจากการทำเทิร์นเทเบิ้ล แต่ในปัจจุบัน ROKSAN ได้ขยายไลน์การผลิตออกไปผลิตภัณฑ์ต่างๆ กว่า 30 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นระบบดิจิตอล หรืออะนาลอก อิเล็กทรอนิกส์ หรือแอมปลิไฟเออร์, โฮมเธียเตอร์ และลำโพง รวมทั้งสายสัญญาณ และสายลำโพงด้วย</p>
<p>สำหรับเครื่องเสียงนั้น ปัจจุบัน ROKSAN มีสายการผลิตแบ่งออกเป็น 3 ซีรี่ส์ด้วยกัน เริ่มจาก KANDY K2, CASPIAN M2 และเครื่องในระดับไฮเอนด์อย่าง PLATINUM SERIES ถึงแม้ว่าจะมีอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ทาง ROKSAN ได้ย้ายฐานไปผลิตที่ประเทศจีนเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มขีดการแข่งขัน แต่ ณ วันนี้ ROKSAN ได้ย้ายกลับมาผลิตในประเทศอังกฤษทั้งหมดตามเดิมแล้ว</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>CASPIAN M2 SERIES INTEGRATED AMPLIFIER</strong></p>
<p>อินทีเกรทแอมป์ CASPIAN จาก ROKSAN ถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1998 แต่ทาง ROKSAN ก็ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาวงจรภายในมาอย่างต่อเนื่องโดยที่ยังคงรูปลักษณ์ไว้ตามเดิม ต่อมาทาง ROKSAN ได้ทำการ “ปรับใหญ่” อย่างจริงจังเพื่อพัฒนาศักยภาพของ CASPIAN ขึ้นไปในระดับสูงแบบไฮเอนด์ (HIGH END LEVEL) นี้จึงเป็นที่มาของ CASPIAN M SERIES-1 ในปีค.ศ. 2004 และแล้วก็มาถึงการปรับปรุง และพัฒนาการล่าสุด ที่ทาง ROKSAN ได้พยายามที่จะปรับระดับการทำงานและสมรรถนะของ CASPIAN ให้ก้าวล้ำไปข้างหน้า เพื่อแสดงความเป็น “ผู้นำ” แห่งวงการเครื่องเสียงอย่างท้าทาย ดังนั้นในปีค.ศ. 2010 CASPIAN ก็ได้ถูกอัพเกรด หรือพัฒนามาเป็น “THE NEW “CASPIAN M2 SERIES</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070337.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-876" title="P1070337" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070337-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>รูปลักษณ์และการออกแบบ</strong><strong></strong></p>
<p>อินทีเกรทแอมป์ CASPIAN M2 แม้จะยังคงสัดส่วนของตัวเครื่องไว้เท่าเดิม เหมือนกับ M1 ในอดีตคือมีสัดส่วนอยู่ที่ 432 x 330 x 70 (กว้าง x ลึก x สูง) แต่ CASPIAN M2 ก็มาในมาดใหม่ที่ดูไฉไลขึ้นกว่าเดิม ด้วยแผงหน้าที่ขึ้นรูปจากอะลูมิเนียมสีดำที่มีความหนาเป็นพิเศษถึง 6 มม. จากเดิมที่เป็นแผงหน้าเรียบๆ ใน CASPIAN M2 ก็ได้ใส่เส้นตัดที่แบ่งระยะออกเป็นสัดส่วน อีกทั้งยังมีเส้นตัดขวางทำให้ CASPIAN M2 นั้นดูโฉบเฉี่ยวขึ้นกว่าเดิม ที่เหนือกว่านั้นคือ ใน CASPIAN M2 นั้นทาง ROKSAN ได้ปรับเปลี่ยนฝาครอบเดิมจากเหล็กมาเป็นสแตนเลสที่มันวาวแต่บางกว่า แถมยังมีการสกรีนชื่อ ROKSAN และรุ่นเอาไว้ด้วย ต้องยอมรับว่า CASPIAN M2 นั้นสามารถดึงดูดความสวยงามทางสายตาเอาไว้ได้ไม่น้อยเลย</p>
<p>สำหรับฟังก์ชั่นบนแผงหน้านั้น ทาง ROKSAN ยังได้คงไว้ตามเดิม เริ่มจากปุ่มลูกบิดสำหรับเลือกแหล่งโปรแกรมหรือ INPUT ทางด้านซ้ายแบบโครเมียมเป็นมันวาว ตามมาด้วยปุ่ม MODE ซึ่งเมื่อกดเพียงครั้งเดียวในขณะที่ใช้งานจะทำหน้าที่เป็นปุ่ม Mute ลดระดับความดังลงมา 20 dB ไฟแสดงสถานะ MODE จะเปลี่ยนเป็นสีส้ม และเมื่อยกเลิกการใช้งานไฟแสดงสถานะจะเปลี่ยนมาเป็นสีแดง แต่เมื่อคุณกดปุ่ม MODE เกินกว่า 2 วินาที เครื่องจะปรับสถานะไปอยู่ในโหมด WARM-UP หรือ STANDBY ไฟแสดงสถานะจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว โดยอัตโนมัติ</p>
<p>ตรงกึ่งกลางเครื่องจะเป็นจอแสดงแหล่ง INPUT ทั้งหมดที่มีด้วยกัน 6 ชุด ประกอบด้วย CD, TUNER, VIDEO, LINE 1, LINE 2 และ TAPE โดยด้านล่างนั้นจะมีไฟ LED สีแดง เพื่อแสดงสถานะตำแหน่ง INPUT ที่เลือกใช้งาน โดยที่ต่ำลงมาจะเป็นโลโก้ของ ROKSAN ด้านขวาจะมีปุ่มกดเพื่อเลือกการทำงานของ TAPE MORNITOR จากนั้นจึงเป็นปุ่มโวลลุ่มปรับระดับความดังแบบโครเมียม ซึ่งจะมีไฟ LED สีแดงเพื่อแสดงให้เห็นตำแหน่งได้อย่างเด่นชัด</p>
<p>ด้านหลังขั้วอินพุทและเอาท์พุทแบบ RCA ทั้งหมดเป็นแบบเคลือบทองอย่างดี สำหรับอินพุท CD นั้น ,ใน CASPIAN M2 นอกจากจะมีขั้วต่อแบบRCAแล้วยังมีขั้วต่อสัญญาณอินพุทแบบ BALANCED XLR มาให้เลือกใช้เพิ่มเติม ในกรณีที่นำเอาเครื่องเล่นซีดีระดับสูงแบบไฮเอนด์ที่มีขั้วต่อแบบ BALANCED XLR มาใช้ร่วมกับ CASPIAN M2 ได้ หรือจะนำเอาเครื่องเล่น CD CASPIAN M2 มาใช้ร่วมกันก็ไม่มีปัญหา สามารถจะเลือกต่อสายนำสัญญาณทั้งแบบ RCA หรือแบบ BALANCED XLR อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ตามความเหมาะสม  สำหรับการใช้งานนั้น,สามารถเลือกได้เฉพาะขั้วต่อแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น โดยจะมีสวิตช์โยกขนาดเล็กวางตัวอยู่ระหว่างขั้วต่อสัญญาณทั้ง 2 แบบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาด แต่มีประสิทธิภาพ</p>
<p>สำหรับภาคปรีเอาท์พุทนั้น CASPIAN M2 จะมีขั้วต่อ Pre Out มาให้ด้วยกัน 2 ชุด เพื่อความสะดวกในการต่อเพาเวอร์แอมป์ได้อีก 1 หรือ 2 เครื่องในระบบ MULTI-AMPING หรือเพื่อต่อใช้งานกับซับวูฟเฟอร์ได้ ทาง ROKSAN ยังมีชุดขั้วต่อ POWER AMP INPUT แต่ขั้วต่อชุดนี้จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อต้องมีการปรับแต่งภายในเป็นพิเศษ ส่วนรายละเอียดในการใช้งานนั้น ทาง ROKSAN มิได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมมาแต่อย่างใด</p>
<p>นอกจากนี้ CASPIAN M2 ยังมีขั้วต่อกราวด์แบบ CHASSIS GROUND TERMINAL แยกมาให้เพิ่มเติม เพื่อให้ความสะดวกในกรณีที่ระบบไฟภายในบ้านยังไม่มีการเดินสายกราวด์แบบเป็นระบบ นับว่าทีมงานออกแบบได้คำนึงถึงและใส่ใจในรายละเอียดของการใช้งานมาได้เป็นอย่างดี สำหรับขั้วต่อสายลำโพงใน CASPIAN M2 จะมีมาให้เพียงชุดเดียว เป็นขั้วต่อไบดิ้งโพสต์ที่มีฝาครอบปิดแบบยึดตาย โดยจะมีรูที่สามารถใช้ได้เฉพาะกับสายลำโพงแบบเปลือย ขนาดไม่เกิน 12 AWG (ประมาณ 2.05 มม.) และรองรับขั้วต่อแบบ BANANA PLUG ได้เท่านั้น สายลำโพงที่มีขั้วต่อแบบก้ามปู ถ้าจะนำมาใช้กับ CASPIAN M2 จะต้องพึ่งพาขั้วต่อแปลงแบบ ADAPTOR ที่ต้องจัดหามาเพิ่มเติมเท่านั้น ตรงนี้ต้องถือว่าเป็นข้อจำกัด และเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ทาง ROKSAN น่าจะออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่หลากหลายมากกว่านี้  อาจจะเป็นเพราะทาง ROKSAN ต้องการจะให้ผู้ใช้เลือกใช้สายลำโพงของ ROKSAN เองคือ สายลำโพง รุ่น HDC-02S ก็เป็นได้ สำหรับปลั๊กไฟจะเป็นแบบซ็อคเก็ต 3 ขา IEC มีฟิวส์ในตัว สามารถถอดเปลี่ยนสายไฟ AC ได้</p>
<p>อินทีเกรทแอมป์ CASPIAN M2 จะมาพร้อมกับรีโมทแบบ LEARNING REMOTE HANDSET รุ่น RMX-108 ที่ดูหรูหราน่าใช้ เป็นรีโมทที่มีปุ่มกด 24 ฟังก์ชั่น สามารถควบคุมระดับความดังได้ มีหน้าจอ LCD และปุ่มควบคุมแบบสัมผัส หรือ TOUCH SCREEN เพิ่มเติมพร้อมกับ BACK LIGHT ไฟสีเขียว เพื่อการใช้งานในที่มืดได้อย่างสะดวก ตัวรีโมท RMX-108 สามารถที่จะควบคุมแอมปลิไฟเออร์, เครื่องเล่นซีดี และจูนเนอร์ ของ ROKSAN ทั้งตระกูล CASPIAN และ KANDY ได้อย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นถ้าคุณเลือกใช้ซิสเต็มของ ROKSAN ก็เพียงใช้รีโมทเพียงตัวเดียวในการควบคุมและสั่งงานได้อย่างสะดวกสบาย</p>
<p>ต้องนับว่า CASPIAN M2 ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และสุดท้ายที่ผมเองก็เกือบลืม ก็คือสวิตช์เปิด-ปิดเครื่อง  สำหรับสวิตช์เปิด-ปิดเครื่องในโหมด STANDBY นั้น ทาง ROKSAN ได้วางไว้ที่ใต้เครื่องโดยจะวางตัวอยู่ทางด้านมุมซ้ายด้านหน้าของเครื่อง นับว่าเป็นการออกแบบที่แยบยล แต่ใช้งานได้สะดวกยิ่งจริงๆ อีกทั้งยังมีขายางใต้เครื่องที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี เป็นขายางแบบ 2 ชั้น ภายนอกเป็นพลาสติกแข็ง แต่ภายในเป็นขายางที่นุ่มมีความยืดหยุ่นตัวสูง สามารถรองรับน้ำหนักเครื่องได้อย่างมั่นคง</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/CIMG3046.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-877" title="CIMG3046" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/CIMG3046-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>            ภายในของ CASPIAN M2 ก็ได้รับการออกแบบมาอย่างดีเช่นกัน เริ่มกันตั้งแต่ปลั๊ก AC ที่ทาง ROKSAN เลือกใช้ปลั๊กไฟคุณภาพสูงแบบมีฟิลเตอร์ในตัวเพื่อลดสัญญาณรบกวนที่มาตามสาย AC ใน CASPIAN M2 จะมีหม้อแปลงแบบเทอรอยด์ถึง 2 ลูกด้วยกัน โดยใช้ขนาด 350 VA สำหรับภาพขยายเอาท์พุทแบบ HIGH-OUTPUT และขนาด 60 VA สำหรับภาคปรีแอมป์ การแยกหม้อแปลงทั้ง 2 ภาคออกจากกันนั้นก็เพื่อป้องกันการรบกวนระหว่างกัน  อีกทั้งยังตัดปัญหาการดึงกระแสระหว่างภาคขยายทั้ง 2 อย่างเด็ดขาด หม้อแปลงเทอรอยด์ที่ ROKSAN เลือกใช้เป็นแบบ ULTRA-LOW-NOISE ที่มีการรบกวนต่ำ มีการรั่วไหลของกระแสที่น้อย (LOW-LEAKAGE DESIGN)</p>
<p>คาปาซิเตอร์ฟิลเตอร์มีค่าความจุ 8200 UF 80 V ของ SAMWHA จำนวน 2 ตัว ภาคอินพุทบัฟเฟอร์ และไลน์สเตจจะเป็นอุปกรณ์แบบแยกชิ้น (DISCRETE) แบบ SMD (SURFACE-MOUNTED DEVICE) แทบทั้งหมด แต่สำหรับช่อง BALANCED XLR INPUT ทาง ROKSAN เลือกใช้อ็อปแอมป์ของ ANALOG DEVICE SSM 2143 ข้างละ 1 ตัว อ็อปแอมป์ SSM 2143 ดังกล่าวจะทำงานแบบ DIFFERENTIAL AMPLIFIER มีค่า CMR ( COMMON-MODE REJECTION )ที่ 90 dB และมีค่าความต้านทานที่ผ่านการปรับแต่งด้วยเลเซอร์  ( LASER TRIMMING ) ที่ดีกว่า 0.005%</p>
<p>ROKSAN เลือกใช้ภาคจ่ายไฟที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี   มีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก และจัดวางไว้ให้ใกล้กับภาคเพาเวอร์เอาท์พุทมากที่สุด สำหรับภาคเอาท์พุทนั้น,ใน CASPIAN M2 ทาง ROKSAN เลือกใช้ทรานซิสเตอร์แบบไบโพล่าร์ของ TOSHIBA 2SA 1943 กับ 2SC 5200 แชนแนลละ 1 คู่ ซึ่งถูกยึดอยู่บนแผงระบายความร้อน (HEAT SINK) ที่วางเป็นแนวขวางกั้นระหว่าหม้อแปลงกับวงจร</p>
<p>มีเรื่องที่น่าแปลกก็คือโดยปรกติในไลน์การผลิตนั้น แอมป์รุ่นที่ใหญ่กว่าโดยมากมักจะมีกำลังขับที่มากกว่าแอมป์รุ่นที่เล็กกว่า ซึ่งอาจจะมีข้อยกเว้นก็แต่เฉพาะแอมป์ที่ถูกออกแบบมาเป็น CLASS A เท่านั้น แต่ ROKSAN โดยเฉพาะกับ CASPIAN M2 นั้นกลับมีกำลังขับเพียง 85 วัตต์/ข้าง ในขณะที่ KANDY อินทีเกรทแอมป์รุ่นเล็กกกว่ากลับมีกำลังขับที่มากกว่าถึง 120 วัตต์/ข้าง ทาง ROKSAN ได้ให้เหตุผลว่าจริงๆ แล้ว CASPIAN M2 เป็นอินทีเกรทแอมป์ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีการทำงานกับแบนด์วิดธ์ที่เปิดและกว้างเป็นพิเศษ (VERY WIDE AND OPEN BANDWIDTH) เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วฉับพลัน (RAPID RISE TIME) และสามารถจ่ายกระแสได้สูง (HIGH CURRENT FLOW) ซึ่งแตกต่างกับ KANDY ที่วงจรถูกออกแบบมาให้ทำงานช้ากว่ามาก อีกทั้ง KANDY ยังใช้เอาท์พุทแบบมอสเฟ็ต (MOSFETS) ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องของ SELF-LIMITING หรือข้อจำกัดด้วยตัวของมันเอง ในบางกรณี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ถึงแม้จะเป็นแอมป์ที่รุ่นใหญ่กว่า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีกำลังขับที่มากกว่าเสมอไป</p>
<p>ใน CASPIAN M2 ยังมีวงจรป้องกันที่จัดมาให้อย่างครบ ไม่ว่าจะเป็นวงจรตรวจเช็คอย่าง PRE POWER-UP DIAGNOSTIC CHECK วงจร SHORT CIRCUIT PROTECTION, วงจร POWER SUPPLY FAILURE DETECTION และวงจร OUTPUT PROTECTION ที่มีระบบ THERMALLY CONTROLLED FAN กล่าวคือจะมีวงจรควบคุมพัดลมขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่ภายในเมื่อแอมป์ถูกใช้งานจนเกิดความร้อนที่มากกว่า 55°C วงจรก็จะสั่งให้พัดลมทำงานเพื่อควบคุมอุณหภูมิของแผงระบายความร้อนให้คงที่ ตัวพัดลมจะทำงานเป็นเวลา 45 วินาที เมื่อควบคุมอุณหภูมิได้คงที่ และไม่สูงมากนัก พัดลมก็จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ ที่ขั้วลำโพงยังมีวงจรรีเลย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับลำโพงอีกชั้นหนึ่งด้วย</p>
<p>ภาคในของ CAPIAN M2 จัดวงจรไว้อย่างเป็นระเบียบ อุปกรณ์ทั้งหมดผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นคาปาซิเตอร์ ELNA SILMIC และ MATSUSHITA โวลลุ่มของ ALPS มีการเดินสายเท่าที่จำเป็น สเปคของ CAPIAN M2 มีดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070328.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-878" title="P1070328" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070328-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>Roksan M2 Series Integrated Amplifier</strong><strong></strong></p>
<p><strong>Specification :</strong></p>
<p>Inputs &#8211; 5 Line &amp; Tape RCA Gold plated CD Input also switchable to XLR, Balanced Gold plated</p>
<p>Input Impedance &#8211; 47 kΩ</p>
<p>Input Sensitivity (85W) &#8211; Line 240mV</p>
<p>Outputs &#8211; Gold plated RCA Tape &amp; 2 Preamplifier</p>
<p>Output Voltage &#8211; 240mV (Tape Out), 700mV (Pre Out)</p>
<p>Power Outputs &#8211; Loudspeaker, L &amp; R</p>
<p>Output Power &#8211; 85 Watts, into 8Ω both channels driven, 125 Watts, into 4Ω both channels driven</p>
<p>Power Supply &#8211; 350VA Ultra Low Noise Toroidal Transformer, 60VA Ultra Low Noise Transformer Preamp Section Toroidal,<br />
5 Regulated Supply Rails</p>
<p>Current Output &#8211; 60 Amps Peak to Peak</p>
<p>Damping Factor &#8211; 160 (8)Ω</p>
<p>Frequency Response &#8211; -3dB, &lt;1Hz – 90kHz</p>
<p>Gain &#8211; 40dB Overall (Pre &amp; Power)<br />
9.3dB Preamplifier<br />
30.7dB Power Amplifier</p>
<p>Harmonic Distortion &#8211; 0.002% 1kHz, 0.015% 20kHz 10W &#8211; 8Ω 0.0025% 1kHz, 0.03% 20kHz 50W &#8211; 8Ω</p>
<p>Signal to Noise Ratio &#8211; Line 108dBa (ref. 500mV) 85dBa (ref. 1W, 8Ω)</p>
<p>Power Source &#8211; 100V – 120V 50Hz / 60Hz<br />
220V – 240V 50Hz / 60Hz<br />
(via Mains inlet filter)</p>
<p>Power Consumption &#8211; &lt; 230 W</p>
<p>Dimension &#8211; 432 x 330 x 70 (W x D x H) mm<br />
432 x 330 x 80 (including feet)</p>
<p>Weight &#8211; 13 Kg</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ผลการทดลองฟัง</strong></p>
<p>เนื่องจาก ROKSAN CAPIAN M2 มาอยู่กับพวกเรา ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 3 อาทิตย์ และจำเป็นต้องปิดต้นฉบับเพื่อให้ทันปิดเล่ม อีกทั้งคณะลูกขุนหลายท่านติดภารกิจ จึงไม่สามารถรวมตัวกันได้ พวกเราจึงเร่งเบิร์นเครื่องเพื่อให้ทัน ยังดีที่ลูกขุนบางท่านมีเวลาแวะเวียนมาช่วยแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็เป็นไปตามโอกาสต่างกรรมต่างภาระ แต่ขอรวบรวมความคิดเห็นไว้ในคราวเดียวกัน สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังประกอบด้วย</p>
<p>เครื่องเล่นซีดี :              ROKSAN CAPIAN CD M2</p>
<p>MARANTZ CD 17 (CLOCK II)</p>
<p>MARANTZ CD 11MK II (CLOCK II)</p>
<p>ปรีแอมป์ :                    XAMP X.02SE</p>
<p>เพาเวอร์แอมป์ :           XAMP X.120 A</p>
<p>ลำโพง :                        SMALL ONE CLASSIC</p>
<p>สายนำสัญญาณ :       VAMPIRE AI II (RCA ,BALANCED XLR ), VAN DEN HUL         ‘THE FIRST ULTIMATE ‘,VAN DEN HUL ‘THE SECOND’ BALANCED XLR</p>
<p>สายลำโพง :                 VAMPIRE ST II, # 826 C ( 12 AWG )</p>
<p>สายเอซี :                      XAC #5 (AC POWER CORD)</p>
<p>ฟิวส์ :                           MUSIC MUSE</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ห้องฟังขนาด 4 x 8 เมตร ได้รับการปรับแต่งอะคูสติกมาอย่างดี</p>
<p>ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบว่า อินทีเกรทแอมป์ CAPIAN M2 ถึงแม้จะพ้นช่วงรันอินไปแล้วก็ตามแต่ทุกครั้งที่เปิดเครื่องเพื่อใช้งาน ควรจะต้องรอให้ CAPIAN M2 มีความพร้อม และอุ่นเครื่องได้เต็มที่เสียก่อน ใช้เวลาไม่นานหรอกครับ ก็ประมาณสักครึ่งชั่วโมงขึ้นไป ถ้าคุณมีโอกาสได้ฟัง CAPIAN M2 ในขณะที่ยังไม่พร้อมจริง คุณอาจจะมองข้ามแอมป์ตัวนี้ไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<p>อีกกรณีหนึ่ง คือ การเชื่อมต่อเครื่องเล่นซีดีกับ CAPIAN M2 ซึ่งมีทางเลือกมาให้ 2 ทาง คือ การเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณแบบ RCA และ แบบ BALANCED XLR ซึ่งเมื่อได้ฟังเปรียบเทียบกันแล้ว คณะลูกขุนรวมทั้งตัวผมเอง ก็มีความเห็นที่แตกต่างไปจาก MR.ALVIN GOLD นักเขียนแห่งนิตยสาร HI-FI CHOICE ที่ได้ทดสอบอินทีเกรทแอมป์ CAPIAN M2 พร้อมกับเครื่องเล่นซีดี CAPIAN M2 ตลอดการทดสอบส่วนใหญ่ เขาจะนิยมต่อสายสัญญาณแบบ BALANCED XLR เป็นหลัก แต่พวกเรามีความเห็น “ต่าง” ครับ</p>
<p>ถึงแม้การเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณแบบ BALANCED XLR นั้น จะให้พื้นเสียงที่ความสงัดกว่า จังหวะดนตรีหรือสปีดก็มีความรวดเร็ว เร่งเร้า จะแจ้งกว่า  มีความเด็ดขาดสามารถแยกแยะองค์ประกอบของดนตรีได้เหนือกว่าการต่อสายสัญญาณแบบ RCA ในขณะที่การเชื่อมต่อสายสัญญาณแบบ RCA นั้นจะถ่ายทอดจังหวะดนตรีที่ช้าลงกว่าการต่อในแบบแรก น้ำหนักของเบสและพละกำลัง รวมทั้งความเด็ดขาดก็ฟังดูเป็นรองกว่า แต่การเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณแบบ RCA กลับสามารถถ่ายทอดบรรยากาศ ที่มาพร้อมกับรายละเอียดต่างๆออกมาได้ดีกว่า การกำหนดรูปวงหรือซาวด์สเตจก็มีความสมจริง และฟังเป็นธรรมชาติมากกว่า พวกเราจึงเลือกการเชื่อมต่อสายนำสัญญาณแบบ RCA เป็นหลักตลอดการฟังทดสอบทั้งหมดครับ</p>
<p>ตลอดการใช้งาน CASPIAN M2 เมื่อเราลองทดสอบด้วยการใช้งานอย่างหนัก จนอุณหภูมิภายในเครื่องร้อนมากกว่าปรกติ เวลาที่เราเอามืออังที่ฝาครอบเครื่อง ก็จะรู้สึกได้ถึงความร้อนที่สะสมเพิ่มมากขึ้น ก็ปรากฏว่า วงจรควบคุมอุณหภูมิของ CASPIAN M2 ก็สั่งงานให้พัดลมระบายอากาศทำงานในทันที การทำงานของพัดลมคงมีเสียงรบกวนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ดังมากมายนักจนเสียอารมณ์ โดยเฉพาะเมื่อวางเครื่องห่างออกมาจากจุดนั่งฟังพอสมควร เมื่ออุณหภูมิลดลงตามที่กำหนดพัดลมก็จะหยุดลงเองโดยอัตโนมัติ เป็นไปตามที่ ROKSAN ให้ข้อมูลมาอย่างถูกต้องทุกประการ</p>
<p>CASPIAN M2 เปิดตัวด้วยน้ำเสียงที่กลมกล่อม มีความกลมกลืนที่ดี แม้จะไม่เรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังเป็นพิเศษ ในย่านเสียงใดเสียงหนึ่งเป็นสำคัญ เสียงร้องมีมวล ไม่บาง แต่ฟังสะอาดดี เป็นความคิดเห็นแรกจากลูกขุนท่านหนึ่ง น้ำเสียงกลมกลืน ไม่เน้นให้สะดุดหูเพื่อเรียกร้องความสนใจในทันที แต่ฟังได้เพลิน (แผ่น CAROL KIDD : NICE WORK) อีกท่านแสดงความคิดเห็นที่คล้ายๆ กัน ตอกย้ำกันอีกครั้งกับเสียงร้องของ ELLA FITZGERALD ที่ลูกขุนท่านหนึ่งจับจังหวะดนตรีของ CASPIAN M2 ได้พร้อมกับแสดงความคิดเห็นว่าสปีดของ CASPIAN จะไปทางนุ่มนวล ไม่ตึงกระฉับ หรือเร่งเร้า ในขณะที่อีกท่านหนึ่งติว่าเสียงแหลมของ CASPIAN M2 เก็บตัวเร็วไปหน่อยส่วนอีกท่านจับประเด็นในเสียงย่านกลางต่ำที่ CASPIAN M2 สามารถทำได้อย่างโดดเด่น เป็นเสียงกลางต่ำที่น่าฟัง มีมวลและน้ำหนักที่ดี เหมือนกับมีการย้ำเน้นที่พอดิบพอดีไม่ขาดไม่เกิน แต่น่าฟัง (ELLA FITZGERALD : FOREVER  ELLA)</p>
<p>ความพิเศษที่กล่าวมากลับยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดยิ่งขึ้น เมื่อเราสลับมาฟังเสียงร้องของนักร้องชายอย่าง JOHN MICHAEL MONTGOMERY ในเพลง I SWEAR ลูกขุนท่านหนึ่งกล่าวชมว่า โอ&#8230;นี่ละใช่เลย เสียงของ JOHN มันต้องอย่างนี้ CASPIAN M2 ดูจะถ่ายถอดเสียงในย่านนี้ได้ดีเป็นพิเศษ เป็นเสียงที่มีมวล มีความต่อเนื่อง และรายละเอียดที่ดี ทำเอาลูกขุนนั่งไม่ติด หันมาหาเพลงร้องของนักร้องชายมาฟังกันอย่างเพลิดเพลิน ถึงแม้ลูกขุนบางท่านจะชมชอบกับย่านเสียงดังกล่าวเป็นพิเศษ แต่ก็มีลูกขุนท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า CASPIAN M2 ฟังดูขาดความต่อเนื่องถ้าให้ความลื่นไหลของเสียงได้มากกว่านี้ คงจะดีไม่น้อย (COLLIN RAYE : LOVE SONGS)</p>
<p>สำหรับเสียงทุ้มนั้น  CASPIAN M2 ให้เสียงทุ้มที่แน่นในย่านอัปเปอร์เบสได้ดี มีพละกำลังที่ดีทีเดียว แต่ลูกขุนคอเบสของเราอดไม่ได้ที่จะติว่า CASPIAN M2 ขาดความดุดันไปหน่อย เบสต่ำๆ ดูจะเก็บตัวเร็วจนขาดฐานล่างไปสักนิด (R&amp;R : EXOTIC DANCES FROM THE OPERA) อีกท่านตั้งข้อสังเกตเรื่องอิมเมจ ดู CASPIAN M2 จะวางวงออกแนวโชว์ๆ หรือเดินหน้าเข้ามาหาผู้ฟังอยู่บ้าง</p>
<p>หลังจากที่เหล่าลูกขุนแยกย้ายกันกลับ ก็ถึงเวลาที่จะทำการฟังเพือสรุปผลอีกครั้ง สิ่งแรกที่ต้องกล่าวถึงคือ CASPIAN M2 เป็นอินทีเกรทแอมป์ที่ให้เสียงค่อนมาในทางโทนอุ่น (WARM TONE) น้ำเสียงของ CASPIAN M2 จึงมีความนุ่มนวลที่ฟังระรื่นหู จังหวะดนตรีไม่เร่งเร้า กระฉับกระเฉง แต่แฝงไว้ด้วยความเป็นดนตรีที่ดี เสียงร้องของป้า CAROL KIDD และ ELLA FITZGERALD จึงฟังดูอบอุ่น แต่ก็เจือไว้ด้วยความมีชีวิตชีวา มีสัดส่วนที่ฟังดูจะลงตัวเป็นอย่างดียิ่ง กับเสียงร้องของ ELZBIETA SZMYTKA ซึ่งเป็นนักร้องในระดับ SOPRANO ที่ร้องประสานกับนักร้องชายระดับ BASS อย่าง GUNTER MISSENHARDT ในเพลง “ICH GEHE, DOCH RATE ICH DIR” ที่ CASPIAN M2 สามารถที่จะถ่ายทอดบทเพลงดังกล่าวออกมาได้อย่างน่าฟัง เสียงร้องของนักร้องทั้ง 2 ซึ่งอยู่กันคนละคีย์ แต่กลับมีมวลเสียงที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน แต่โดดเด่น มีความต่อเนื่อง และทรงพลังเป็นพิเศษ (MOVIES : GREATEST HITS)</p>
<p>สำหรับเสียงในย่านกลางสูงขึ้นไปถึงเสียงแหลมต้นนั้น CASPIAN นำเสนอเสียงในย่านนี้ด้วยการแจกแจง รายละเอียดที่พอประมาณมีอาการติด แห้ง และมีความหยาบอยู่บ้างเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อฟังเพลงบรรเลงที่ใช้เครื่องเป่าลมทองเหลือง ก็จะมีอาการโด่ง กัดหูอยู่บ้างเป็นบางครั้งบางคราว นี้คือสาเหตุที่ลูกขุนท่านหนึ่งติว่า CASPIAN M2 ขาดความต่อเนื่องลื่นไหลไปบ้าง เข้าใจว่าทาง ROKSAN คงไม่พยายามที่จะเข้าไปปรับแต่งหรือควบคุมในย่านเสียงดังกล่าวเป็นสำคัญ แต่กลับเลือกที่จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งถ้ามองในแง่ดี นี่จะทำให้ CASPIAN M2 เป็นอินทีเกรทแอมป์ที่ไม่ประนีประนอมกับแผ่นเพลงทั่วไปที่บันทึกมาไม่ค่อยดีนัก</p>
<p>เสียงแหลมของ CASPIAN M2 นั้นเป็นเสียงแหลมที่มีมวลไม่บาง มีการแยกแยะรายละเอียดได้ดี ปลายเสียงแหลม จะเรียวบางและเก็บตัวลงทำให้ขาดความกังวานของหางเสียงที่ทอดตัวออกไปอยู่บ้าง ถ้าไม่ฟังแบบจับผิดก็จะไม่รู้สึกว่าขาดแต่อย่างใด ( OPUS 3 : LARS ERSTAND AND FOUR BROTHERS )</p>
<p>CASPIAN M2 ถ่ายทอดเสียงเบสที่แน่น มีน้ำหนัก มีการย้ำเน้นในย่านอัปเปอร์เบสที่มาพร้อมกับรายละเอียดที่ดี ทรงพลัง (THE MERRY ANGEL OPUS 5 “พญาลำพอง”) กับเพลงคลาสสิกที่รุนแรงและหนักหน่วง CASPIAN M2 ก็แสดงให้เห็นถึงพละกำลังสำรองที่สามารถตรึงตำแหน่งต่างๆ ไว้ได้ดีเกินกว่าแอมป์ขนาด 85 วัตต์/ข้าง ทั่วไปจะสามารถทำได้ อาจจะพูดได้ว่า CASPIAN M2 มีพละกำลังสำรองที่มากกว่าแอมป์ขนาด 100 ถึง 120 วัตต์ต่อข้าง หลายตัวด้วยซ้ำ! เพียงแต่รายละเอียดของเบสที่ต่ำลึกลงไปนั้น ดูจะย่อหย่อนรายละเอียดลงไปตามลำดับ เบสต่ำลึกจะเก็บตัวเร็ว (R&amp;R EXOTIC DANCES FROM THE OPERA)</p>
<p>สมรรถนะทางด้านอิมเมจนั้น CASPIAN M2 สามารถตรึงตำแหน่งได้ดี บรรยากาศรายรอบชิ้นดนตรีพอมีให้สัมผัสฟัง แม้จะไม่โดดเด่นนัก สัดส่วนของอิมเมจนั้น CASPIAN M2 เหมือนกับจะเลือกจุดโฟกัส พร้อมกับขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นกว่าปรกติ จึงทำให้รู้สึกว่าขนาดของอิมเมจจะขยายตัวไปทางด้านสูง เสมือนว่า CASPIAN M2 จะถ่ายทอดอิมเมจด้านสูงได้โดดเด่นกว่าแอมป์ตัวอื่นๆ อีกทั้งยังพลอยทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า CASPIAN M2 จะจัดรูปวงของดนตรีให้เดินหน้า (FORWARD) เข้าหาผู้ฟังมากกว่า ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า สัดส่วนของวงจะวางตัวอยู่ในแนวระนาบของลำโพงซ้ายและขวาเป็นหลัก และเหมือนกับจะวางวงให้ถอยหลัง (LAID BACK) มากกว่าเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นความแตกต่างที่ฟังพบ จึงขึ้นอยู่กับคุณภาพในการบันทึกของแผ่นที่นำมาฟังเป็นสำคัญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ซาวด์สเตจทางด้านกว้าง CASPIAN M2 จะจัดวางขยายตัวไปสุดลำโพงทั้งซ้ายและขวา แต่จะไม่ขยายตัวให้เกินเลยไปกว่านั้น สำหรับสัดส่วนความลึกนั้น CASPIAN M2 ก็สามารถจะแยกแยะระดับชั้นของความลึกที่ถอยลงไปในเวทีได้ดี แม้จะมีช่องว่างช่องไฟที่แสดงระยะห่างระหว่างชิ้นดนตรีที่ย่อหย่อนน้อยไปสักหน่อยก็ตาม</p>
<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070339.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-879" title="P1070339" src="http://www.hi-fier.com/wp-content/uploads/2012/09/P1070339-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>สรุป</strong><strong></strong></p>
<p>อินทีเกรทแอมป์ CASPIAN M2 จาก ROKSAN ถือว่าเป็นอินทีเกรทแอมป์ที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน สำหรับ CASPIAN M2 ต้องถือว่าเป็นอินทีเกรทแอมป์แห่งทศวรรษนี้ที่มีความก้าวหน้าล่าสุดจาก ROKSAN ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีอินทีเกรทแอมป์ออกมาเป็นตัวเลือกที่มากมาย แต่ CASPIAN M2 ก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่โดดเด่นและชัดเจนด้วยความเป็นแอมป์ที่ให้เสียงที่นุ่มนวล แต่มีชีวิตชีวา และมีความเป็นดนตรีสูง ทรงพลังเกินกว่ากำลังวัตต์ที่กำหนดไว้ในสเปค เหนือกว่าแอมป์ในระดับราคาเดียวกัน หรือแม้แต่แอมป์คู่แข่งที่มีกำลังวัตต์มากกว่าอีกหลายตัว</p>
<p>ถ้าคุณกำลังมองหาอินทีเกรทแอมป์ชั้นดีในราคาระดับ 6 หลัก ROKSAN CASPIAN M2 เป็นอินทีเกรทแอมป์อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจและควรจัดไว้อยู่ในอันดับต้นๆ ที่คุณควรหาโอกาสไปฟังและสัมผัสอย่างจริงจังด้วยตนเองสักครั้งครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ขอขอบคุณ บริษัท ไฮไฟทาวเวอร์ จำกัด โทร. 0-2881-7273 ที่เอื้อเฟื้อเครื่องมาให้ทดสอบในครั้งนี้ค</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hi-fier.com/articles/roksan-caspian-m2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
